Thursday, December 31, 2015

My story in 2015



My
story
in
2 0 1 5

..........................

01. January


ทริป ดินแดนแสนดอกไม้ จัดขึ้นโดยพี่ก้อง ทรงกลด อะเดย์
ที่มะขามป้อม art space เชียงดาว และไปร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กให้กับเด็กที่หมู่บ้านปางแดง
ภาพนี้เป็นภาพที่เด็กๆแสดงกายกรรมให้ดู
ประทับใจมาก เด็กๆน่ารัก เป็นทริปที่เรารู้จักเพื่อนๆเยอะมาก 



เที่ยวดอยอินทนน์ กิ่วแม่ปาน น้ำตกวชิรธาร ขุนช่างเคี่ยน ดอยอ่างขาง สวนส้มธนาธร
ไร่สตอเบอรี่ ไร่ชา นิมมาน ถนนคนเดิน นั่งรถเมื่อยตูด เพื่อนก็ดูท่าทางจะเหนื่อยกับทริปนี้
เป็นการรวมเพื่อนโรงเรียนเก่า เพื่อนคณะ และเพื่อนที่ทำงาน ไปด้วยกัน
สนุกดี แต่เหนื่อยไปหน่อย 


02. Febuary


My Girls Gang | เดือนแห่งความรัก ก่อนวันวาเลนไทน์ 
วันศุกร์ที่ 13กพ. พวกเรานัดกันไปเดินตลาดนัดและถ่ายรูปที่ศาลายา
เป็นอีกวันที่มีความสุข มีแต่เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม :D
ปล. มีแยมด้วยนะ แยมเป็นตากล้อง


03. March


อยากขาว ลองซื้อน้ำมะเขือเทศดอยคำมากิน
กะว่า คนอื่นกินได้เราต้องกินได้ แค่ดูดแรงๆให้มันพุ่งลงหลอดอาหารเลย
ไม่ต้องผ่านลิ้น ไม่ต้องรับรส
แต่พอดูดคำแรก ก็แทบพุ่งเลยค่ะ 
บีโชคร้ายจังที่เกิดมาไม่ชอบกินมะเขือเทศ T_T


04. April


วันนี้เป็นวันสงกรานต์ เนยกับโอ้ตชวนออกมานั่งเล่น
ชื่อร้าน wonderwall สุขุมวิท 31 นั่งดูฝรั่งเล่นน้ำสงกรานต์สนุกดี
ปีนี้บีไม่ได้กลับบ้าน แต่ลืมไปแล้วว่าเพราะอะไร 
นั่งอยู่กับ iphone4 ด้วยนะ แต่ตอนปลายเดือนบีซื้อ iphone6 ใหม่แหละ
เพราะเครื่องดับไป 1 วันเต็ม อีกอย่างเดือน พค. บีจะไปสิงคโปร์ ถ้าโทรศัพท์ยังเป็นแบบนี้ บีคงลำบาก


05. May


บีไปสิงคโปร์เองคนเดียว ครั้งแรก นับว่าเป็นความตื่นเต้นครั้งยิ่งใหญ่เลย
ใจเต้นหนักกว่าทุกครั้งที่เคยเดินทาง เป็นการเปิดประสบการณ์หลายๆอย่างเลย
แม้ว่าครั้งนี้จะไปพักกับออม แต่บีก็เดินเที่ยวเองคนเดียว (ออมบอกว่าเบื่อ)
บีได้รู้ว่าบีชอบท่องเที่ยวนะ เป็นคนไม่กลัว  แต่ในขณะเดียวกันก็นิสัยเสีย
"กินยาก" 
 มันเลยทำให้บีกินแต่ขนมปังที่เซเว่นอีเลฟเว่นหลายมื้อเลย
แม่บอกว่า ถ้าบีไม่ปรับตัวซักวันบีจะอดตาย ^0^
ปล. ชอบจังเรื่องราวของเดือนนี้ เหมือนเราโตไปอีกขั้น 
Up level !!!

06. June

เดือนนี้เป็นเดือนสุดท้าย
ที่จะได้ทำงานที่หน่วย General 
บีก็จะประเมินตัวเองว่า ผ่าน รึยังสำหรับรอบ 2 
 rotate มาที่นี่เป็นรอบที่ 2
พี่ๆใจดีกับบีเหมือนเดิม รู้สึกสนุกและมีความสุขมาก
แต่บีก็ยังไม่มีโอกาสได้ส่งเครื่องมือขณะที่คนไข้อยู่ในสภาวะ bleeding เลย
สกิลบีเท่าเดิม แต่บีคิดว่าบีคุ้นเคยกับเครื่องมือต่างๆมากขึ้นนะ
และทีเด็ดคือ ได้ส่งผ่าตัดในเคสที่ คนไข้สมองตาย
และต้องการบริจาคอวัยวะ นั่นหมายความว่า
เรากำลังทำผ่าตัดกับคนตายอยู่
บีได้รู้จักการตกแต่งศพ การอัญเชิญวิญญานออกจากห้อง 
กำ พิมพ์ไป ขนลุกไป

พอๆ 


07. July

เดือนนี้บีได้เปลี่ยน rotate ไปอยู่หน่วยศัลยกรรม ตกแต่ง หรือ plastic
บีนึกในใจทุกวันว่า บีจะขอให้อาจารย์ช่วยเสริมจมูกให้ดีมั๊ย
แต่ก็ไม่กล้าอยู่ดี
..

ป้อดอ่ะ

08. August 

 little tree garden ในที่สุดบีก็ได้ไปที่นี่
คิดถึงแม่ตลอดการเดินเล่นในตลาดของทำมือพวกนี้
แม่ต้องชอบแน่ๆ งานนี้บีถ่ายรูปไว้เยอะมาก บีกับแม่จะชอบอะไรคล้ายๆกัน
ส่งรูปให้แม่ดู แม่ชอบมากอย่างที่คิดไว้เลย ฮ่าๆ
กะว่าถ้ามีตังค์มีจะทำบ้านแบบนี้
ชอบบ้านที่ร่มรื่นและเรานั่งพักผ่อนมันได้อย่างสบายใจ 

09. September

ในการทำงานของบี บีจะ rotate ไปแต่ละหน่วย ทุกๆ 3 เดือน
เดือนนี้ก็เป็นเดือนสุดท้ายที่จะได้อยู่ plastic 
บีพบกับข่าวที่ทำให้นอยๆ ว่า
บีต้องเปลี่ยนห้องไปทำงานที่ห้องผ่าตัดห้องเล็ก
เป็นเคสเล็กๆ สั้นๆ 
ใจจริงบีแอบอยากไปห้องใหญ่อีกห้อง แต่พี่บอกว่า
บีอยู่ห้องใหญ่มา 2 เดือนแล้ว ไปพักผ่อนบ้าง
เราไม่ชอบไปเถียงกับใคร เราก็ยอมรับไป
และก็คิดแค่ว่า จะเล็กหรือใหญ่ มันก็ล้วนเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้ทั้งคู่
มันก็น่าเรียนรู้ทั้งนั้น 
เราต้องทำให้ทุกอย่างดูน่าสนุกและเปิดใจรับความรู้ 
และก็ได้รู้ว่า ห้องเล็ก ก็มีส่ิงทีน่าสนใจ ที่ห้องใหญ่ไม่มี หรือมีน้อยมาก 
คือวิธีการให้บริการคนไข้ที่เป็นผู้ป่วยนอก

10. October

บีได้ย้ายกลับหน่วยตัวเอง นั่นคือหน่วย Head Neck Breast 
กลับมาครั้งนี้ บางวันบีก็ต้องทำหน้าที่หัวหน้าห้อง
คอยดูแลน้อง ซึ่งเครียดมาก และบีก็รู้ด้วยว่า บีกลวงแค่ไหน
รายละเอียดบางอย่างที่เราไม่รู้แล้วปล่อยผ่านไป
พอถึงเวลาที่ต้องมาสอนน้อง กลับไม่มีอะไรไปสอน
บีพบว่าบียังไม่โตพอ 

และต้องใส่ใจกับงานให้มากขึ้นกว่าเดิม
แต่บีก็ได้แต่คิด ได้แต่สำนึกผิด
บีไม่เคยได้พัฒนาตัวเองจริงๆสักที


11. November
แม่ไม่สบาย

..

แม่ไม่สบายใกล้ๆกับวันที่บีจะไปเที่ยวเชียงใหม่กับเพื่อน
บียกเลิกทริปไป เพราะต้องเอาแม่เป็นที่ตั้ง
บีนอนเฝ้าแม่ที่โรงพยาบาล อาการแม่ชิลมาก แต่ต้องหยอดตาทุก 1 ชั่วโมง
ในใจก็แอบอยากไปเที่ยวกับเพื่อน เพราะเราก็นัดเพื่อนวางแผนมาด้วยกันตลอด
แถมเพื่อนเราก็ไม่รู้จักเพื่อนคนอื่นด้วย จะทิ้งมันไปก็เป็นห่วง
จนวันที่เพื่อนๆ จะต้องเดินทาง แม่ก็มาบอกเราว่า หมอให้กลับบ้านได้
แล้วเราก็เลย สารภาพกับแม่ไปว่า จริงๆจะไปเที่ยวกับเพื่อนวันนี้
แต่ยกเลิกไปแล้ว แต่ถ้าแม่ได้ออกจาก รพ ก็ขอไปนะ
จากนั้นก็รีบจองตั๋วกลับกรุงเทพในวันนั้น  รีบมาเก็บกระเป๋าที่หอ
ให้พี่แทกซี่รีบบึ่งไปที่หอ รถติดมากกก วันศุกร์ไง
พอถึงหอก็ยัดๆเสื้อผ้า ยัดๆทุกอย่างใส่กระเป๋า ให้แล้วแทกซี่ไปส่ง
เป็นช่วงเวลาเลิกงานเลยช่วงนั้น รถติดมากกกกกกก


บีแบตโทรศัพท์ก็จะหมด แถมไม่มี power bank 
บีคิดแค่ว่า บีจะไป 

ให้รถไปส่งที่ BTS วงเวียนใหญ่ นั่งไปลง จตุจักร จากนั้นก็นั่งแทกซี่จาก จตุจักรมา ดอนเมือง
ณ เวลานั้นคือเพื่อนอยู่หน้า gate แล้ว
ในวันนั้นรถติดตรงหน้าดอนเมืองนานมาก เกือบ40 นาที 

บีวิ่งไปถึง counter ของแอร์เอเชีย แล้วพนักงานก็โทรไปบอกทางลูกเรือว่า
"มีผู้โดยสารเพิ่งมาถึง เป็นวัยรุ่น แข็งแรง"

กุฟังแล้วแบร่บ จ้าาาา นี่เข้าที่ ระวัง...จะไปแล้วว

จากนั้นพี่ พนง ก็บอกว่า 
พี่ช่วยน้องได้เท่านี้นะคะ น้องต้องวิ่งไปให้ทันเหลืออีก 5 นาที เกตปิด

มันจะมีม่านสายๆ กั้น ให้เข้าแถว ต่อคิวสแกนกระเป๋า 
บีวิ่งลอดใต้ม่านนั่น ลัดเข้าไปเลย กุไม่ซิกแซกตามที่มึงทำไว้หรอก ไม่ทันแล้วว้อยย

พอตรวจกระเป๋าเสร็จ ก็ออกตัวไปเลย
วิ่งค่าาาาา

เกตอยู่ไกลมาก ซอยสุดท้ายอ่ะ 
ขณะวิ่ง ก็มีฝรั่งคนนึงวิ่งเหมือนเรา มันวิ่งแล้วมันออกเสียงด้วย
คือกดดันกุมากกกก
เราเหนื่อยมาก สายตัวแทบขาด
เราเหนื่อยทั้งวันเลย เราไม่ไหว ไม่เคยหอบกระเป๋าที่หนักมาก
และวิ่งแบบไม่คิดชีวิต เพื่อให้ถึงเกต 
เรามั่นใจว่าเราถึงภายใน 5นาทีนะ 
แต่ถ้ามัวแต่เดิน มันคงเสี่ยงมากกว่าวิ่ง 

เราต้องเผื่อไว้ด้วย

ในที่สุด

เราก็โผล่หัวไป วินาทีสุดท้าย 

เพื่อนมีสีหน้าดีใจที่เห็นเราโผล่ไป

เรา ณ ตอนนั้นคือไม่พูดอะไรเลย ขอหายใจ คือเหนื่อยมาก วินาทีสุดท้าย
เกือบไม่ได้ไปเชียงใหม่ 

(ไปอีกละหรอวะ)

ได้ไปเที่ยวกับเพื่อน ไปเชียงใหม่ไม่ตื่นเต้นเลย
แต่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ชาวสิงคโปร
เพื่อนคนนี้ก็ช่วยเปิดโลกเราไปอีก
ในแง่ที่ว่า เค้ามีความเก่งในตัว เค้ามีเสน่ห์ที่
ไม่ต้องปรุงแต่งใดๆ เค้าน่ารักด้วยนิสัยของเค้าเอง
เค้าฉลาดและเรียนรู้เร็ว เค้าพยายามกินอาหารไทยให้ได้อย่างพวกเรากิน
เค้าสามารถใช้ศัพท์ที่ทำให้เราเข้าใจได้ง่ายๆ เมื่อคุยกับเรา



-----

ป่วยเป็นไข้ 9 วัน
เจาะเลือดไปทั้งหมด 5 ครั้ง
ลางานเกือบ 1 สัปดาห์ 
พบว่า เป็นแค่ไข้หวัดธรรมดา

การนอนป่วยคนเดียวที่หอพัก คือความเปราะบางมากของความรู้สึก
รู้สึกเราต้องดูแลตัวเองให้ได้ เราต้องสร้างกำลังใจด้วยตัวเอง
สุดท้ายก็ผ่านมาได้ อิอิ


ตรวจสุขภาพประจำปี พบ กระดูกสันหลังคด 
ระดับเริ่มต้น ต้องยืนตัวตรงๆ งืออออ เตือนด้วยนะ



 12. December





มีหลายภาพความประทับใจค่ะ 
- บีได้หนังสือเล่มนึงมา มันดีมาก เป็นเศษซากความฝันเล็กๆที่บีอยากจะทำแบบนั้นบ้าง
- แต่งชุดเอี๊ยมไปดูไฟกับเพื่อนๆ ที่ CTW 
-ได้กลับบ้านช่วงปีใหม่ จับฉลากได้หยุดยาว ที่บ้านมีดอกบัวแดงเต็มหนองเลิง ที่อยู่หลังบ้านเลย คนที่บ้านดีใจกันใหญ่ เหมือนจู่ๆก็จะได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใกล้บ้านซะงั้นเลย ไม่ทันตั้งตัว เป็นของขวัญปีใหม่กล่องใหญ่ของชาวบ้านเลยล่ะ 
- พ่อให้ช่วยจัดงานปีใหม่ที่บ้าน เป็นครั้งแรกที่บีได้ลองวางแผน ว่าจะจัดงานยังไง
แต่งานมันออกมา มันไม่ได้ตรงตามที่บีวางไว้ 100 % หรอก แต่มันมาจากการร่วมมือร่วมใจของคุณครู และภารโรงที่โรงเรียน ช่วยๆกัน มันจะเป็นยังไงก็สวยทั้งนั้นแหละเนอะ 

และสุดท้าย ทีเด็ด

บีได้ทำหนังสือทำมือของบีออกมาแล้วววววววววววววววว
มีชื่อว่า kith and kin และได้เอาไปแลกกับเพื่อนๆในงานหนังสือทำมือ 
เป็นเวลานานกว่า 4ปี ที่บีรวบรวมและเก็บข้อมูลเอาไว้
กะไว้ว่าซักวันบีจะทำมันได้ บีคิดว่าบีจะไม่ลืมค่ำคืนเหล่านั้นที่บีอดหลับอดนอนเพื่อมัน
บีจะต้องอัพเป็นบล็อกแน่ๆล่ะ แต่เอาเป็นว่า 
บียกให้มันเป็นของขวัญชิ้นที่บี 'รักที่สุด'  สำหรับปีนี้เลยก็ว่าได้
เป็นของขวัญที่บีมอบให้กับตัวเอง 




ถือว่าปีนี้เป็นปีที่ดีมากๆปีนึงเลยล่ะ
เป็นปีที่ได้ไปต่างประเทศคนเดียว
เป็นปีที่ได้มีเพื่อนชาวต่างชาติ ได้ลองฝึกภาษา
เป็นปีที่ได้อยู่คนเดียวบ่อย ค้นพบตัวเองในบางอย่าง
การใช้ชีวิตมีเป้าหมายและชัดเจนขึ้น 

เป็นปีที่ได้เจอปัญหาช่วงท้ายๆ ต่อๆกันเข้ามาแล้วบีแก้ปัญหาทุกอย่างอย่างเต็มเหนี่ยวเลยล่ะ
ใส่เต็มแรง

โดยเฉพาะการทำ หนังสือทำมือ 

ปัญหาแต่ละปัญหามีเวลาเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่บีต้องต่อสู้
บีใช้หลักการในการทำงานมาปรับใช้คือ

'มันต้องทัน'

เวลาจะส่งเครื่องมือผ่าตัด
หมอผ่าตัดจะรีบกันมาก เราต้องรีบความรีบจัดการ
เวลาเจอเหตุการณ์ที่มันโกลาหล คนนี้จะเอาสิ่งนี้ คนนี้จะเอาสิ่งนั้น
เอาตอนนี้ ขอด่วน
บีจะคิดในใจแค่คำว่า

' ตั้งสติ มันต้องทัน'

สุดท้ายมันอาจจะทันหรือไม่ทันก็แล้วแต่
แต่เมื่อเราวิ่งไปให้สุดแล้ว มันจะไม่ได้อะไรกลับมาก็ไม่เห็นเป็นไร
ถือว่าเราลุยแล้ว เราสุดแล้ว
ก็พอ



HAPPY   NEW   YEAR
2 0 1 6




Saturday, June 27, 2015

Singapore 1st time [3] Marina Bay



3rd  day   i n    S i n g a p o r e

หลังจากที่กลับมาจากสิงคโปร์
ก็ราวๆวันที่ 26 พฤษภาคม แล้วก็อัพบล็อกเป็นระยะๆ

แล้วนี่!!! วันที่ 27 มิถุนายน 
ดองไว้ประมาณ 1 เดือนจ้าาาาาา
ยังอัพไม่เสร็จ

บีก็มีข้อเสียอย่างนึงคือ ความไม่สม่ำเสมอนี่แหละ
บีอยากแก้จุดนี้มาก
มาตี มาหยิก มาบังคับหน่อย อิอิ 


:D 




เอาล่ะ มาว่ากันต่อ





หลังจากที่บีนั่งพักแถวย่าน Haji lane เรียบร้อย บีก็จะไปถ่ายรูป Merlion ค่ะ นั่งรถไฟฟ้าไป
ว่ากันว่าเป็น Land mark ของที่นี่เลยนะ ประวัติความเป็นมาของ Merlion นะ
มันคือสิงโตทะเล  หัวเป็นสิงโต รูปร่างเป็นปลา ยืนอยู่บนยอดคลื่นริมอ่าวมาริน่า
ตอนแรกเป็นสัญลักษณ์ของคณะกรรมการการท่องเที่ยวสิงคโปร์
แล้วยังไงไม่รู้ เจ้าสิงโตตัวนี้ก็กลายเป็นภาพติดตา ภาพสัญลักษณ์ของเมืองนี้ไปแล้ว


ทำไมถึงเป็นสิงโตล่ะ
 เค้าบอกว่า เจ้าชายชางนิลลา อุตามะ มาค้นพบเกาะสิงคโปร์แล้วเจอกับหัวสิงโต ก็เลยเอามาผสมผสานกันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง
ส่วนคำว่า สิงคโปร์ นั้นมาจากคำว่า สิงคปุระ เป็นภาษาสันสกฤต 
ปุระ แปลว่า เมือง  ส่วน สิงค ก็คือ สิงโต เมืองสิงโต
และนอกจากนี้ยังหมายถึงจุดเริ่มต้นอันต่ำต้อยของสิงคโปร์ 
ที่อดีตเคยเป็นแค่หมู่บ้านชาวประมงเท่านั้นเอง


ก็อยากจะมีสาระบ้างนะ เห็นรีวิวคนอื่นก็ชอบพูดกันจัง นี่เน้นเที่ยวนะ ไม่เน้นข้อมูล
จ้าาาาา มันยาวหน่อย บางคนอาจจะไม่ชอบอ่านยาวๆ แต่บีขอฝืนใจหน่อยละกันนะ
ฝึกอ่านอะไรที่มันเยอะๆเสียบ้าง อิอิ



มาเริ่มกันเลยเนอะ

บีเริ่มจากนั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี bayfront แล้วก็เดินโผล่ทะลุออกมาจาก 
Marina bay sand ก็จะเจอกับ เหมือนเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ โอ้ยย เปรียบเทียบซะไทยเลย TT 
แล้วริมอ่าวก็จะมีถนนให้เดินรอบๆ 

   จุด start ที่นี่มีทางเดินแบบ ทางเดินจริงๆ ดีมากเลย สะอาดสะอ้าน สบายตาดี 



มีเรือหลุยส์ วิตตองด้วยนะ  อยากเดินเข้าไปดูจัง แต่กลัวยังไงก็ไม่รู้ 
เผื่อจะเจอแบบ Do you have member card? อะไรอย่างงี้ เราไม่ได้อ่านรีวิวไปด้วย กลัวโดนจับโยนลงน้ำ
แต่จริงๆบีไม่ควรกลัวเนอะ เข้าได้หรือไม่ได้ก็ควรลองเข้าไปถามเขาสักหน่อย
จะได้เป็นข้อมูลให้คนอื่นต่อ ช่างเถอะ คนรู้จักบีก็ไม่ค่อยมีคนนิยมพวก Hi end พวกนี้เท่าไร 
ถ้ารวยมากไปบีก็ไม่คบหรอก เอ๊ะ หรือว่าเค้าไม่คบเรากันแน่นะ ฮ่าๆๆๆ


อยากให้ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นแบบนี้เนอะ สบาย ผ่อนคลาย แดดไม่แรงเลย 




เป็นสะพาน ที่สวยดีนะ ชื่อสะพานเหล็ก เออตั้งเองนี่แหละ บีไม่เห็นป้ายชื่อมันนะ
บีเห็นคนไทยมาถ่ายรูปมุมนี้เยอะมากเลย 
บีตอนนั้นหิวน้ำมาก  ที่สิงคโปรเค้าไม่มีร้านขายริมทางซี๊ซั๊ว บีไม่มีที่จะซื้อน้ำ
ตอนที่เดินเข้าไป marina bay ก็มีแต่สิ่งแพงๆ ตอนนั้นรู้สึกเป็นร้อนในด้วยนะ
พอร่างกายมันขาดน้ำ รู้ทันทีเลยว่า ไม่อยากคิดอะไร ไม่อยากถ่ายรูป ไม่อยากยิ้ม
เหมือนไม่สบาย ก็เลยเดินๆ ถ่ายๆ ไป 


เป็นสนามบอลกลางน้ำ น่าไปเล่นเนอะ

บีไปช่วงที่เค้ากำลังเตรียมงานซีเกมส์พอดี ก็จะเห็นป้ายประชาสัมพันธ์ประปราย น่ารักดีนะ ระหว่างทาง
ตอนนี้รู้สึกยืนอยู่แถวตึกรูปทุเรียนนะ ตรง เอิ่ม เรียกว่าอะไรนะ อ๋อออ เอสพลานาด อ่ะจ้าา



ดีใจมากกกกกก !!!! 1 เหรียญเท่านั้น เชี่ยยย เท่านั้นอะไร โคตรแพง แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดเรื่องเงินเลย
ขอกินน้ำ นึกถึงฉากพระเอกในหนังเรื่อง the pianist แบบหิวน้ำมาก กินน้ำทุกอย่างที่เห็น หิวจัด กระหายสุด ออมบอกว่าน้ำประปากินได้ แต่บีว่าท่ากินมันจะไม่สวยอะดิ ต้องเอาปากไปรองก๊อก โอ้ยยย อายเค้า อิอิ แต่ถ้าจะมีขวดน้ำแล้ว เอาไปกรอกที่ก๊อก นี่ โอเคนะ 


บีลืมอ่านว่ามันใช้ทำอะไร แต่เดาได้ไม่ยากหรอก ก็คงเอาไว้ทำกิจกรรมอ่ะ
นั่งเล่นหมากเก็บ ตบแปะอะไรได้หมด หรือจะโชว์การแสดงของเด็กๆก็ได้นะ 
วิวดีมากก 


คุณลุงยืนเท่ตรงนี้ กับถุงพลาสติกสีส้มและจักรยาน ชอบภาพนี้นะ ไม่รู้เหมือนกัน ก็ถ่ายๆมา
เห็นมะ พอได้ดื่มน้ำแล้วเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาหน่อย 





ใกล้จะถึง สิงโตแล้ว นี่วิวจากฝั่งตรงข้าม marina bay sand ตึกเรือนั้นเค้าว่าข้างบนวิวสวยมาก
บีก็ลืม ไม่ได้หาข้อมูลมาบวกกับความไม่ใส่ใจ  ไม่งั้น คงได้ภาพเด็ดๆมาแน่เลย 





ถึงแล้วววว Merlion พ่นน้ำ คนมามุงเยอะเลยนะเธอออ 







จากนั้นบีก็เดินไปเรื่อยนะ ลัดเลาะไปตามริมอ่าว ลัดใต้สะพานมั่ง เดินข้ามสะพานมั่ง 
ฉากนี้ก็หิวข้าวอีก โอ้ยยยยยแม่งเง้ยยยยย ทรมาน
แต่ปวดเท้ามากเลยนะ เหนื่อย บีบอกเลย ใส่รองเท้ามาดีๆนะ ไม่งั้นเมื่อยเท้าแน่นแน่ย์ย์


เป้าหมายบีคือ Clark Quay อ่านผิดๆกันตลอด เอาแต่จะอ่านเถอะ ฮ่าๆ
แต่ที่ถูกก็คือ คล๊าก - คี  น๊าาาาาา ว่ากันว่าที่นี่เป็นร้านอาหารริมน้ำ
อารมณ์เหมือน เอเชียทีค ดีเลย คนยิ่งหิวอยู่พอดี จัดเต็ม!!!



 ชอบเนอะ อยากมีคู่แบบนี้จัง เดินทางไปด้วยกัน นั่นๆ จะดราม่าอีกละ 

นี้คงจะเป็นเราสินะ 


สะพานสวยดี เมืองนี้มีสะพานเยอะมาก บีเพิ่งรู้ว่าตัวเองชอบสะพาน มันเดินไปถ่ายรูปวิวได้ เลยชอบ
/ไม่มีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านี้อีกแล้วหรอ ...

บีก็เดินตามนี้แหละ เดินไปเรื่อยๆ 



ที่นี่เค้าก็มีการสร้าง ซ่อม นู่นนี่นั่นอยู่เป็นระยะๆ วิวฝั่งตรงข้าม บีดีใจมากที่เจอ นึกว่า clarke Quay แต่ไม่ใช่เฉย มันคือ Boat Quay อ่าว ยังไม่ถึงอีกหรอเนี่ยย หิวจะตายอยู่แร้นนนน เดินต่อๆๆ


ผมคือโบ้ทคีย์ครับ  TT
ระหว่างทางเจอกองถ่ายอีกและ งานนี้มาถ่ายโฆษณาอะไรสักอย่าง บีไม่กล้าถ่ายนางแบบ
ก็เลยถ่ายพวกตากล้องแทน 


 เย้ !!!! ถึงแล้ววว หาไรกินดีกว่า เดินเข้าไปดูนะ 
โอ้โห เอเชียทีคมากกก ไม่ใช่ธรรมดา ไม่ใช่แค่วิวริมน้ำเหมือนกัน
เชร้ดดดดด ดันแพงเหมือนกันอี๊กกกกกกกกกก
ไม่ ไม่ ไม่ ไม่มีทางที่จะกินอะไรที่นี่ ไม่ แพงมาก 


ข้างในจะเป็นร้านๆ หรูๆ เก๋ๆ ชิคๆ ดูผู้ดีหน่อย วัยรุ่นมีตังค์ 
เอาเป็นว่าไม่ถูกกับรสนิยมของบีเท่าไหร่




นั่งรถไฟฟ้าไปกินที่ไชน่าทาวน์ก็ด้ะ  เมื่อเช้าก็ไป ตอนเย็นก็กลับไปอีก ฮ่าๆ
สิ่งทีสั่งมากินก็ตามนี้เลยค่ะ ตามภาพ
เค้าบอกว่าข้าวมันไก่ที่นี่อร่อย ก็คงอร่อยอ่ะ เพราะกินได้อยู่ไม่กี่อย่างนิ 
เอาเป็นว่าได้พักแล้วล่ะ นั่งกินข้าวอยู่คนเดียว ย่านไชน่าทาวน์ เหงาชิบ
ดูเหมือนจะกินเยอะเนอะ แต่กินไม่หมดนะ หึหึ







 มืดค่ำละ ไปดูไฟดีกว่า
เป้าหมายหลักมากๆๆ คือมาถ่ายรูปไฟ


ปรากฏว่าหลงทางค่ะ
หลงแบบ เดินวนไปวนมาก็กลับมาที่เดิม
โผล่มาอีกที อ้าวถนน
ลองเดินใหม่

เดินๆไป โผล่มาอีกที
อ้าว ถนน


ดั๊นอยากไปถ่ายไฟริมอ่าวมาริน่าน๊าาา
ตอนนั้นเหนื่อย แถมยังไม่อยากคิดอยากค้นอะไร
เดินทางคนเดียว อารมณ์เหนื่อยก็พัก
ไม่ทำอะไร


ก็พบว่า เฟลนะ วันนั้น ผิดหวัง
พรุ่งนี้กลับไทย คงไม่มีโอกาสได้เจอไฟแล้ว
ไว้ค่อยมาใหม่เนอะ


พอกลับมาถึงที่พัก บีก็ค้นพบทางออกที่เยอะมาก
แถมยังเป็นทางที่บีเกือบจะถึงแล้ว อีกนิดเดียว แม่งไม่ยอมเดินไป


พอร่างกายมันได้พัก มันก็มักจะคิดออก
บางทีบีก็ใจร้อนเกินไป มีป้ายไหนก็เดินตามป้าย
ไม่ค่อยถามใคร มันมืดๆ ค่ำๆ คนก็ไม่ค่อยจะมี
ก็เลยรู้สึกว่า เดินกลางคืนคนเดียวนี่ไม่ใช่เลย
ไม่ชอบ มันน่ากลัวนะ แม้บ้านเมืองเค้าจะปลอดภัย
แต่เราเป็นคนไทย ก็จะมีนิสัยกลัวๆแบบนี้ติดตัวมาอยู่




จบ.


ได้แค่มาริน่าเบย์กลางวันเนอะ
กลางคืนเดี๋ยวต้องไปซ้ำ อิอิ







Friday, June 5, 2015

Singapore 1st time [3] Little india & Haji lane


3rd    i n    S i n g a p o r e



หลังจากที่บีออกมาจาก china town ก็กลับมาที่ MRT เหมือนเดิม
เพื่อเดินทางไป little india นั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วง ใช้เวลาแป๊ปเดียว
เป็นคนหยาบๆ ไม่ได้จับเวลาค่ะ อิอิ




L i t t l e       i n d i a

มาถึงก็ร้อนเลยค่ะ ร้อนมาก แต่ไม่สู้บ้านเราหรอก บ้านเราเรียกว่าร้อนโคตร 
ที่นี่ก็ตามชื่อเลย เป็นย่านของแขก อินเดีย ฮัชช้ามะจาเร่ มากกกกกกก
บีตื่นตาตื่นใจกับสีสันที่จัดจ้านของย่านนี้มาก


















สนุกกับการถ่ายภาพมากเลย  ที่นี่จะมีพวงมาลัยขายสวยมาก ร้อยอย่างปราณีตเลยนะบีคิดว่า
แล้วสีสันมันนี่นะ สดมาก ดอกดาวเรือง ดอกอะไรอีกล่ะ ลืมละ แต่บีไม่กล้าถ่ายรูปเก็บไว้
ก็เลยไม่มีภาพ พวงมาลัยเลย 

' ความชัดเจน '

บีนิยามให้สำหรับย่านนี้โดยเฉพาะ มันไม่มีความคลุมเครือใดๆ


- ด้านสิ่งของ เครื่องใช้ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องประดับ อาหาร  รสนิยมที่เน้นโทนสดๆ 
- ด้านของสีผิวที่เข้ม โครงหน้าที่คม ชัด ดวงตาที่ลึกลับ คมขลับ 
- ด้านกลิ่นตัว แค่เดินผ่านแบบหลับตาก็ยังสัมผัสได้ว่า นี่คือ!! แขก 
เขามักจะมีกลิ่นเครื่องเทศติดตัว แม้กระทั่งเดินผ่านๆ ก็ยังได้กลิ่นเลยค่ะ
- ด้านของตึกรามบ้านช่อง ก็ยังทาสีที่ท้าทายต่อแสงแดดเหลือเกิน สีสันสดใส อดใจไม่ได้ที่จะไม่ถ่ายรูปเก็บไว้ 






 ดูดิ










    



มาสิงคโปร์นี่ได้ภาพหลากหลายจริงๆ ภายในไม่กี่วัน ฮ่าๆๆ ยังกะไปต่างประเทศหลายๆประเทศแน่ะ
แต่ก็เหมือนมาแบบ ชิมลางดูน่ะนะ หลังจากที่ร้อนสุดจะทนแล้ว บีก็รีบกลับไปยัง สถานีรถไฟฟ้า เพื่อไปยังถนน Haji lane อันนี้บียอมรับว่าแอบไปอ่านรีวิวมาเล็กน้อยก่อนมา ถนนเส้นนี้ค่อนข้างมีอะไรกุ๊กกิ๊กน่ารักๆ ขาย แถมยังมีร้านกาแฟให้นั่งได้นานๆ พักผ่อน  คืออยากมาพักผ่อนจริงๆ 




H a j i     l a n e


บีลง MRT มาที่สถานี Bugis เมื่อวันก่อนก็มา วันนี้ก็มาอีก แต่เดินคนละทางกันนะ
วันนี้ต้องมาทางโรงพยาบาล Raffles Hospital
ได้เจอ รพ. แล้ว ดีใจจัง อยากเจอนะ รพ.ที่นี่รูปลักษณ์เหมือน รพ. เอกชนบ้านเรา





ถนนตรงโรงพยาบาลเลย ก็เลี้ยวเข้าไป สักพักจะเจอ ถนน Haji lane บีจะอธิบายทางไปยังไงดี 
เพราะตรงนี้แหละที่หลงทาง แต่ว่า หลงไปหลงมามันก็เจอเองอ่ะ เพราะ google map ช่วยชีวิตแท้ๆเลย
กราบ

บนถนน Haji lane เป็นซอยเล็กๆ แต่ร้านรวงก็เต็มไปด้วยความเป็นศิลปะ
ขายงานฝีมือ ก็แพงๆทั้งนั้น 

ร้านขนมปัง ร้านคุกกี้ ร้านเบเกอรี่ เต็มไปหมด


























































พอดีตอนไป เจอเค้ากำลังถ่ายทำรายการอยู่ เค้า Say Hello ให้เราด้วย ฮ่าๆ


เป้าหมายของบีชื่อร้านว่า  Wonderland Shop  หานานมาก Google map บอกว่า
เดินไปอีกหน่อย พอเดินไป อ้าว เลยมาแล้ว
พอกลับไปอีกหน่อย อ้าว ทำไมเลยไปเยอะจัง
งงมาก  ก้าวหน้า ก้าวหลัง อยู่ตรงนั้นเกือบ 10 นาที

สรุปแม่ง เงยหน้ามาดูของจริง

ร้านอยู่ตรงหน้าเนี้ยยยยยยย!!!!!!!


โคตรอายเลยค่ะ

แล้วบีนะ ดูแค่ตรงซ้ายมือ  มองอยู่นั่นแหละ หาไม่เจอสักที

สรุปร้านอยู่ขวามือ แค่หันขวาก็เจอละ
โง๊โง่


อ่ะ มาดูกัน  บีจะฝากชีวิตทั้งบ่าย ไว้ที่ร้านนี้ค่ะ






ร้านนี้ขายขนมเค้ก ขายเครื่องดื่ม สอนจัดดอกไม้ด้วยนะ แถมยังขายพวกของกะจุ๊กกะจิ๊กด้วย
ถูกใจสาวๆเลยล่ะ ราคาก็แพงดีจ้าาาาา

ร้านนี้มี 2 ชั้น ชั้นล่างก็จะเป็นแบบนี้







บีขอเค้าขึ้นมานั่งชั้น 2 เผื่อมันจะดี ชั้นแรกดูคนพลุกพล่าน อิอิ






มาคนเดียวนะ บอกแล้ววววว อิอิ  ดูคนตรงข้ามสิ มาเป็นคู่ ก็ช่างเค๊า
ของกินเราอร่อย ชอคโกแลตเย็น ราคา 200 บาทจ้าาาาา 
ไม่อิ่มก็ต้องอิ่มละ แต่อร่อยมากนะ โคตรเยี่ยม รสชาติเยี่ยมมาก 


ดูบรรยากาศรอบๆ 























บ๊ายบายยยย ฮาจิ เลน


เอ๊า ดูไม่มีเรื่องเล่าอะไรเลยเนอะ


ก็จริงๆไม่มีเลย บีก็นั่งกินชอคโกแลตเย็น
อ่านหนังสือ ถ่ายรูปเล่น แล้วก็ดูเวลา เพื่อไปให้ทันเมอไลอ้อน
แค่นั้นเอง  ไม่มีเรื่องราวอะไรเลย

เหตุการณ์มันว่างเปล่า






Hello English !

HELLO ENGLISH !!! ... ก่อนจะเปิดเทอม... อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้บีมาเรียนต่อ ที่ประเทศอังกฤษ มันมีหลายเรื่อง...