Friday, April 11, 2014

บีบ่นตลอด



หนึ่งปีสำหรับการทำงาน
เป็นหนึ่งปีที่ไม่จริงจังกับเรื่องงาน
แต่ตื่นเต้นกับสิทธิ์ในการเลือกวันลาหยุดพักร้อนได้
การได้หยุดเสาร์อาทิตย์ และนักขัตฤกษ์
การสนุกกับการจัดทริปท่องเที่ยว
การได้รับเงินตกเบิก การเพิ่มเงินเดือนเป็นระลอกๆ 
บางเดือนไม่พอยาไส้ ก็ได้ส่วนเพิ่มนี้มา ก็รอดไป

ทำงาน กลับหอ ไปเรียนพิเศษ
แต่ดูไม่จริงจังกับอะไรเลย
ล้มเหลว
ไม่ผ่าน

แต่ก็ไม่รู้ว่าเราตั้งเป้าไว้สูงเกินไปรึเปล่า

จากนี้ไป สงกรานต์นี้ บีจะเริ่มใหม่
บีทำได้
ตัดทุกอย่างที่ไร้สาระทิ้งไป

บีต้องยืนได้ด้วยตัวเอง
ชีวิตแบบเด็กๆ ต้องทิ้ง

ตอนนี้รู้สึกไม่ชอบการเฝ้าไข้พิเศษ
ชอบการทำงาน OPD มากกว่า
รอยันฮีโทรมาเรียกไปสัมภาษณ์
อยากทำงานมากเลย
ได้เงินน้อยไม่เป็นไร แค่อยากใช้เวลาให้หมดๆไป
โดยไม่ต้องว่าง
เพราะถ้าว่างแล้วเราจะเที่ยว
เราจะเสียตังค์

ไม่เกิดประโยชน์เลย

อึดอัดมานาน


ว่าจะทำแมกกาซีนตั้งแต่ 2ปีก่อน
ตอนนี้แม่ง
เป็นหมันรึยังวะ

เฮ้ออ

ลุยว่ะ งานนี้ต้องได้

พูดไปแล้ว ต้องทำให้ได้

Monday, April 7, 2014

Chiangmai 2014,March #2


เมื่อคืนหนาวมาก
บีไม่มีผ้าห่มมา ถุงนอนไม่ได้เตรียม นึกว่าเชียงใหม่จะร้อน
จัดกางเกงขาสั้นมาเต็มอัตรา เสื้อกันหนาวบางมาก cardigan สุดๆ
เราได้นอนในห้องสมุดของโรงเรียน ซึ่งไม่มีเสื่อปู
เป็นห้องสมุดที่มีชมรมใดสักชมรมนี่แหละมาสร้างให้ไว้ก่อนแล้ว
พื้นปูด้วยไม้กระดานที่ค่อนข้าง ห่าง ประมาณ 7 mm ตอนดึกๆ ลมเย็นๆจะตีขึ้นมา
สำหรับผ้าห่มบีไปยืมจากน้องมา ซึ่งสั้นมาก ถ้าคลุมหัว ขาจะไม่ได้
ถ้าคลุมขา หัวจะเย็น 

ใช้กระเป๋าเป็นหมอนหนุน
คิดถึงวิถีชีวิตชาวค่ายมาก
เราอยุ่กันเท่าที่จำเป็นจริงๆ
เราตัด สละ บางอย่างที่ไม่จำเป็นออกไป

สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี 
ไฟฟ้าไม่มี

ก่อนนอนบีตั้งใจมากที่จะตื่นเช้าเพื่อมาเก็บภาพน้องๆ ออกกำลังลาย
แต่แล้ว ความทรมานทนเหน็บหนาวในตอนกลางคืนทำให้บีไม่สามารถหลับได้
เพิ่งจะมาหลับสนิทเอาตอนเช้า
ความตั้งใจเลยถูกทิ้งไปเลย

ตื่นมาก็.

.











น้องๆทานข้าวกันเสร็จหมดแล้ว เราและเพื่อนๆมาทันตอนปั่นบัดดี้
บีเองก็ไม่ถนัดพวกกวนตีนๆเท่าไหร่
ก็ได้แต่หัวเราะน้องๆ เล่นสนุกๆ
จากนั้นเด็กๆก็พาเราไปแนะนำตัวแต่น้องค่าย

แอบอยากบอกน้องนะว่า พี่จะกลับตอนสายๆล่ะ
มาแป๊ปเดียว เอาง่ายๆก็เหมือนไม่ได้มาเลยล่ะ

พวกเราจองตั๋วเครื่องบินกลับในวันรุ่งขึ้นประมาณ 3ทุ่มครึ่ง
ซึ่ง! ถ้าเราจะอยุ่ต่อก็ย่อมได้ ยังไงก็กลับกรุงเทพทัน
แต่ด้วยความที่เมื่อคืนทนหนาวแบบทรมาน ก็พบว่า
อย่าสู้เลย อีกทั้งเส้นทางน่ากลัวมาก ถ้ากลับรถคนอื่น
เราไม่มั่นใจในชีวิตเท่าไหร่ อีกทั้งที่มาค่ายครั้งนี้ หนีมา
ไม่มีใครบอกพ่อแม่ ถ้าตายขึ้นมาก็...ตาย

...

มีโอกาสได้ไปเดินรอบหมู่บ้านพูดคุยกับพ่อๆแม่ๆ
คนที่นี่น่ารักมาก วันนี้เป็นวันอาทิตย์พอดี
ทุกคนจะต้องไปรวมตัวกันที่โบสถ์เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ตอนแรกนึกว่ามิซซา แต่เปล่าเลย
ที่นี่เป็นชาวคริสเตียน ตอนที่ก้าวเท้าเข้าไปยังโบสถ์ก้าวแรก
รู้สึกถึงความสบาย สนุก คึก เร้าใจ
เพราะมีการเล่นดนตรี เปนเพลงที่ระลึกถึงพระเจ้าล่ะมั้ง
แต่ดนตรีมาเต็ม กลองชุดอัดเต็มเหนี่ยว เบส กีตาร์ไม่ผ่อนเลย
คนร้องก็แบบ เกร็งคอกันสุดๆ
คนในโบสถ์มีทุกเพศทุกวัย เด็กๆ สาวๆ ยันคนแก่ 
บีรู้สึกสนุก รู้สึกการมาโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ของที่นี่ดูน่ามา เหมือนมาทำกิจกรรมร่วมกัน
คนที่นี่มีพระคัมภีร์อ่าน เป็นภาษาปกากญอด้วยล่ะ เสียดายมากที่แบตกล้องหมด
เลยอดเก็บภาพที่หายากมาให้ดูกัน :D

 
.
.
.

เลือกที่จะกลับ
น้องๆดูสนุกสนานดี ไม่น่าเป็นห่วง
และตอนเย็นๆจะมีพี่เยี่ยมค่ายขึ้นมาอีก 
เลยรู้สึกว่า กลับดีกว่า 

 ระหว่างทางไปแม่แดด ก็เผาป่ากันซะยับเลย 



โป่งแยงแอ่งดอย กินมื้อเที่ยงที่นี่ มีป๋าเลี้ยง ฮ่าๆๆ เป็นร้านที่คิดว่า คงไม่มีปัญญากินหรอก
ดูมันแพงๆ บรรยากาศดีระดับที่คนรวยๆเค้าเข้าถึงได้
ระเบียงยื่นออกไป วิวรอบข้างเปนภูเขา ต้นไม้ใหญ่ มองเห็นน้ำตก
เค้ามีโฆษณาด้วยนะว่า ร้านนี้บี้เดอะสตาร์ชอบไปกิน!!! 
แต่คอนเฟิร์มว่า!!!!
โคตร อร่อย กินฮังเลมันหมูสามชั้นนิ่มยังกะเค้กหน้านิ่ม
กินลืมตาย


หาร้านเค้กกิน ร้านนี้บรรยากาศดีอีกแล้ว Fern Forest กินใต้ร่มไม้ ป๋าเลี้ยงอีกแล้ว
ป๋าที่ว่านี่คือ อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมนะ ฮ่าๆๆ กินก่อนส่ง อาจารย์กลับกรุงเทพฯ






และก็ลากลับ กทม ละ
บายบายเชีียงใหม่


แทบจะอยากย้ายบ้านไปอยู่ที่นั่น
ชอบ ><

Chiangmai 2014,March



บีรู้สึกว่าไปเที่ยวเชียงใหม่บ่อยขึ้น 
แต่ไม่เคยตั้งคำถามนะ ว่าทำไมไปบ่อย
 ไม่ใช่คนช่างสังสัยอ่ะ แฮร่

ย้อนหลังไปตั้งแต่ ต้นเดือน พย. 2013 เที่ยวแค่ในเมือง
มาอีกทีก็ กลางเดือน มค. 2014 แม่ริม ม่อนแจ่ม อินทนนท์ ในเมือง ขุนช่างเคี่ยน
ล่าสุดก็ กลางเดือน มีค. 2014
เรียกได้ว่า เดือนเว้นเดือนเลยล้ะ 

ไปครั้งที่ 3 เรียกได้ว่า เซียนทาง 

ครั้งนี้บีจะไม่เล่าเยอะนะคะ
เพราะมันค่อนข้างขี้เกียจและแอบรู้สึกว่าถ้าเล่าเนี้ย
มันอาจจะออกมาเป็นหนังสือสักเล่มใหญ่เลยแหละ

อย่าเล้ย

ไปครั้งนี้จะบอกว่า ไม่ได้ไปเที่ยวแบบครั้งก่อนนะคะ
ครั้งนี้ไปเยี่ยมน้องๆ สโมสรโรตาแรคท์ มหิดล
ที่โรงเรียนบ้านสบแม่รวม อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ค่ะ
ชื่อมันดูน่าไป๊น่าไปแฮะ  "สบแม่รวม" สบน่าจะแปลว่าแม่น้ำ
แม่ ก็คงหมายถึง mother นี่แหละ รวมก็คงคือการ รวมกัน

การรวมตัวของแม่น้ำ!!!


พวกเราเดินทางโดยรถทัวร์ ถึงเชียงใหม่ตอนเช้าและแวะเที่ยวนิดหน่อย










หลังจากนั้นก็ขึ้นดอย เดินทางจากเชียงใหม่ มุ่งสู่อำเภอจอมทอง
และก็ไปที่แม่แจ่ม เป้าหมายของเราล่ะ







ระหว่างทางก็มีแวะทานกาแฟสดฟรีๆ จากชาวบ้าน คุณลุงคนขับรถพาไป
ขอบอกว่า ขมมาก!!! ปกติบีก็ไม่กินกาแฟอยู่แล้ว 
เป็นบรรยากาศที่น่ารักมาก กินสตอเบอรี่จากสวนฟรีๆ ซึ่งหวานมากเลย
นึกว่าเค้า push glucose ใส่ด้วยซ้ำ หวานมากจริงๆค่ะ
คนบนดอยมีน้ำใจ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ใครมาก็ต้อนรับอย่างดี

ระหว่างทางระหว่างอำเภอจอมทองไปแม่แจ่มป่าไม้สวย เขียวขจีเลยล่ะ
แต่จากแม่แจ่มไป รู้สึกหดหู่ลงเรื่อยๆ
ชาวเขาเผาป่ากันเยอะเลย 

ว่ากันว่าป่าเขาบริเวณนี้เป็นต้นน้ำของประเทศ ที่ไหลลงไปให้ชาว กทม ชาวประเทศเรา ใช้ดื่มกิน
เราก็ห่วงเนอะว่าเราจะไม่มีน้ำกินน้ำใช้ แต่ชาวเขาเองก็คงห่วงชีวิตเค้าเหมือนกัน
ถ้าไม่เผาป่า ก็ไม่มีพื้นที่ ที่ดินทำกิน ทำไร่เลื่อนลอย ปลูกข้าวโพดไปขาย
...

ปัญหานี้ยิ่งใหญ่นะ แต่บีคิดว่าแก้ได้แหละ แค่เราหาอาชีพ ส่งเสริมอาชีพให้เค้า 
และต้องเป็นอาชีพที่ถูกต้องด้วยนะ อาจจะเป็นงานฝีมือ หรืออะไรก็ได้ที่เป็นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น
นำมาสร้างมูลค่าได้


เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้ายันมืด สองข้างทางเริ่มมืดลง
บีเองที่สนุกกับการเก็บภาพข้างทางทั้งวันก็เริ่มหงอย
เพราะมันมืดมาก ทางชัน คดเคี้ยว น่ากลัว มองไม่เห็นโค้งเลย
ด้วยความที่พวกเราก็เพิ่งเดินทางมาที่นี่ครั้งแรก

ในใจตอนนั้นเริ่มคิดแล้วล่ะว่า เราใกล้ความตายมาก
อยากโทรหาพ่อแม่ แต่สัญญาณโทรศัพท์หายไปตั้งแต่ตัวอำเภอแม่แจ่มแล้ว
 ระหว่างทางมืด พวกเราเบิ่งตามอง รูรับแสงเปิดกว้าง
หวังเพียงเจอแสงไฟสักนิดก็ยังดี อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าเป็นบ้านคน
แต่มันไม่ใช่อย่างงั้น

แสงไฟริบหรี่ที่ปลายภูเขาลูกแล้วลูกเล่า ล้วนมาจากการเผาป่า
ข้างทางเต็มไปด้วยควันไฟคุ้ง และมีแสงไฟเรียงเป็นแถวเหมือนแนวกันไฟ
เหมือนกำลังนั่งรถฝ่าไฟที่ลุกโซน เรากำลังไปลงนรกกันหรืออย่างไร???

น่ากลัวมาก ป้ายบอกทางตอนที่พระอาทิตย์ยังไม่ลาลับขอบฟ้าบอกว่า
 อีก 16 กิโลเมตรถึง โรงเรียนบ้านสบแม่รวม... 16 กิโลหรือ 16ลี้นะ
ไกล ทรมาน อดทน ความหวัง หนทาง มืดมน

..
.

.

แต่การรอคอยที่นานแสนนานย่อมมีจุดจบ
ในที่สุดพวกเราก็มาถึงโรงเรียนบ้านสบแม่รวม

พวกเราค่อยๆทยอยขนของเข้าที่พัก
มีน้องๆวิ่งมาส่องไฟฉายให้ตามทาง ทางเข้าโรงเรียนเป็นสะพานแขวน
เดินกันอย่างโคลงเคลงเลยล่ะ
มืดแล้ว...พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน


Hello English !

HELLO ENGLISH !!! ... ก่อนจะเปิดเทอม... อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้บีมาเรียนต่อ ที่ประเทศอังกฤษ มันมีหลายเรื่อง...