Monday, September 16, 2019

Hello English !


HELLO ENGLISH !!!
...

ก่อนจะเปิดเทอม...
อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้บีมาเรียนต่อ
ที่ประเทศอังกฤษ มันมีหลายเรื่องที่อยากจะเล่าและแชร์ให้ฟังเหมือนกันค่ะ
บีก็มานั่งคิดๆแล้วว่า บีคงเล่าผ่าน entry นี้หมดซะทีเดียวเลยคงไม่ไหว
ตอนนี้ก็จะขอแบ่งเป็น  4 part ก็แล้วกันนะคะ

1.  การเรียนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ
2. เพื่อนฝูง
3. กิจกรรมยามว่าง + หอพัก
4. ไปเที่ยว 

.

สำหรับวันนี้ บีจะเริ่มเล่าถึงประสบการณ์การเรียน INTO หรือ 
pre-sessional English course ก่อนละกันนะคะ
ก็คือการมาเรียนเพื่อปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ
.
ทำไมต้องปรับพื้นฐาน ? นักเรียนทุกคนที่จะมาเรียนต่อ
ไม่ใช่แค่ใน UK แต่รวมถึง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และที่ไทยบ้านเราก็ด้วย บางที่
ก็จำเป็นต้องใช้ คะแนน IELTS เพื่อดูระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ
รายละเอียดของ IELTS บีจะขอข้ามไปก่อนนะคะ 
ทีนี้มันจะมีคนประเภทที่ สอบไม่ผ่านเกณฑ์ และไม่อยากสอบหลายรอบ
คนประเภทนี้ต้องมาเรียนปรับพื้นฐานก่อน
ซึ่ง บีเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
.

ที่ EXETER มีนักเรียนที่มาเรียนปรับพื้นฐานค่อนข้างเยอะค่ะ
โดยเฉพาะคนไทยและคนจีน มีห้องเรียนประมาณ 20 กว่าห้อง
แต่ละห้องมีนักเรียนประมาณ 20 คน 
(เฉลี่ยๆ ก็ คนไทย 2 คน และคนจีนอีก 18 คน)
เห็นมั๊ยคะว่า พี่จีนเค้าแผ่นดินใหญ่จิงๆ
.
เนื้อหาที่เรียนก็จะแบ่งเป็น 2 ช่วง 
ช่วงแรก เราจะเรียนแบบพื้นฐานจิงๆ พวก grammar หลักๆที่ต้องใช้
การฟัง และการเขียน การบ้านเยอะมากเลย โดยเฉพาะ essay
และการอ่าน บีว่าการอ่านยากสุด เพราะต้องนำมาวิเคราะห์ต่อไปอีก
แต่บีว่าจุดนี้เป็น task ที่น่าปลดล็อกมากๆ ลองนึกดูว่าถ้าเราอ่านเก่ง วิเคราะห์เก่ง
มันจะเป็นประโยชน์ในอนาคตเหมือนกันนะ ไม่ใช่แค่จะดีในด้านการอ่าน
มันยังพ่วงให้การเขียน ช่วยให้รูปภาษาของเราดูสวยงามขึ้นด้วยนะ

ช่วงหลัง ช่วงหลังเราจะได้เปลี่ยนห้องเรียน
ไปเรียนรวมกับเพื่อนๆที่จะเรียน ป. โท คณะเดียวกัน
เนื้อหา การเรียนก็จะเจาะจงไปที่หลักสูตรของเรา
เช่นเราจะเรียนต่อด้าน business เนื้อหาก็จะเกี่ยวกับธุรกิจ
พฤติกรรมผู้บริโภค ต่างๆ ส่วนเพื่อนที่เรียนเกี่ยวกับ finance หรือด้านการเงินการลงทุน
 เนื้อหาก็จะแตกต่างออกไป เรียกได้ว่าทำให้คุ้นเคยก่อนเข้าสู่สนามจริง
แต่ถามว่าคุ้นเคยหรือยัง?? ก็ยังนะ เอ้ย
ยังบอกไม่ได้ เพราะเราก็รู้เท่าที่รู้ แต่สิ่งที่ไม่รู้ยังมีอีกเยอะ 
.

คำถาม... เผื่อมีคนอยากถาม
"สอบ IELTS ให้ผ่าน กับ มาเรียน Pre-sessional เลย อันไหนดีกว่ากัน"
ตามหลัก สอบให้ผ่านคุ้มค่าสุด เพราะสอบให้ตาย ก็แพงไม่เท่าค่าเรียน
เพราะไม่ใช่แค่เสียค่าเรียน ยังต้องเสียค่าหอพัก ค่าวีซ่าอีกนะ 
แต่ถ้าไม่ตามหลัก ตามความคิดของบีเอง
บีเลือกที่จะมาเรียน แต่ก่อนหน้าบีก็พยายามสอบหลายครั้งเหมือนกัน
จนยอมแพ้ เพราะเป็นคนที่ไม่ชอบการสอบ มันเครียด มันดูต้องคาดเดา
ว่าเค้าจะเอาเรื่องอะไรมาออก เราอาจจะไม่ถนัด และเราก็จะได้คะแนนไม่ดี
แต่ถ้ามาเรียน เราสามารถ scope เนื้อหาได้ 
ถ้าเราเรียน business แน่นอนว่า เค้าคงไม่หาบทความทางวิทยาศาสตร์ 
หรือการเมืองการปกครองมาให้เราอ่านแน่นอน...
พอนึกภาพออกป่าว
แล้วอีกอย่าง การมาเรียน มีการสอบ มีการให้คะแนนหลายๆ พาร์ท ซึ่งถ้าเราขยัน
มันก็ช่วยให้เราผ่านไปได้อย่างไม่ต้องเครียดอะไรมาก
.

การเรียนการสอนของที่นี่เป็นยังไงบ้าง? 
การออกแบบแผนการสอนของที่นี่บีค่อนข้างชอบนะ
เช่นวีคนี้เค้าจะสอนเกี่ยวกับเรื่อง conflict of interest between business and scientists
หรือ ผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างธุรกิจกับนักวิทยาศาตร์หรือนักวิจัย อะไรพวกนี้
เค้าก็จะให้เขียน ให้อ่าน ให้ฟัง ให้พูดใน topic นี้วนไป ทั้งวีค
มันทำให้คลังคำศัพท์ของเราในหมวดหมู่นี้ถูกนำมาใช้ซ้ำไปซ้ำมา จนจำได้และเข้าใจมากยิ่งขึ้น
เช่น วันนี้เราใช้คำนี้ผิด วันพรุ่งนี้เราก็ยังมีโอกาสใช้มันอีก ใช้วนไปภายใน 1 วีค
และอีกอย่างที่ชอบก็คือ
การ seminar หรือสัมมนา เค้าให้จะให้ บทความเราไปอ่านในแต่ละสัปดาห์
และก็นัดวันมานั่ง discuss กัน แชร์ไอเดีย ฝึกถกเถียง หรือโต้แย้งกันไปมา
ตรงนี้ใครที่ชอบพูด ชอบโชว์ก็จะเป็นโอกาสขายของเลยค่ะ
คุณครูก็จะแค่ฟังๆ ให้พวกเราดำเนินเรื่องกันเอง
เค้าจะจดแทบทุกคำที่เราพูด อันไหนพูดดีเค้าก็จะชม
อันไหนต้องปรับ เค้าก็จะบอก 
.
แอบบอกว่าพี่จีนเค้าทำการบ้านดีนะ และเค้าค่อนข้างใส่ใจกับการเรียนมาก
วันไหนมีสัมมนา เค้าก็จะนัดกับเพื่อนว่า ใครพูดก่อน ใครต้องถามคำถามอะไร
โยนคำถามมาที่ใคร ใครต้องตอบ นู่นนี่ ทำให้การสัมมนามัน flow ไปได้ 
และเค้าก้จะพูดได้คล่อง เพราะได้มีการตระเตรียมมาแล้ว
ซึ่งยอมรับว่า มันก็ดีแหละ แต่เวลาเราเตรียมอะไรไว้ เรามักจะเกร็ง
และกังวลว่าพูดหมดหรือไม่หมด ส่วนมากเราก็จะปล่อยไปงั้นเลย
ได้แค่ไหนแค่นั้น และเพื่อนคนไทยส่วนมากก็ทำแบบนี้ 
.
แอบบอกอีกนิดว่า พี่จีนค่อนข้างเก่งแกรมม่า เป๊ะมาก
เวลาคุณครูให้เล่นเกม หรือตอบคำถาม
เค้าจะตอบกันเก่งมาก แต่ในการพูด การสื่อสารเราว่าคนไทยจะได้เปรียบกว่า
อาจจะเป็นเพราะเราดูการ์ตูน ดูสื่อภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก
ฟังเพลงสากลบ้าง เพราะเพื่อนๆจีนบางคนแทบไม่ค่อยฟังเพลงสากลเลย
บางทีสำเนียงการพูดของเค้าก็จะไชนีสไชนีสอยู่
.
ไม่ได้นินทาน๊าาา แค่เล่าให้ฟังจร้า
แต่ถ้าถามว่าคนจีนนิสัยเป็นยังไง
บอกได้เลยว่า
น่ารักมากกกก คือเค้าเป็นประเทศที่ใหญ่มากจริงๆ
เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปตัดสินว่าคนชาตินี้เป็นแบบนั้นแบบนี้
ลองดูเป็นคนๆ เป็นกลุ่มๆไป เปิดใจทำความรู้จัก
จะรู้ว่า เค้าก็เหมือนเรานี่แหละ
มีมารยาทและให้เกียรติกัน
เดี๋ยวบีจะเล่าถึงความประทับใจเพื่อนๆคนจีน
ในบทความถัดไปให้ฟังอีกทีนะคะ
.

ลำดับถัดไปก็จะเป็นรูปภาพมาอวดนิดๆหน่อยๆค่ะ




ทางเดินขึ้นเนินก่อนถึง ตึกเรียน


เมื่อพ้นเนินมาแล้ว ก็จะเจอตึกเรียนอยู่ด้านขวามือค่าาา เป็นตึกสีขาวๆ



   ตึกสีขาวตึกนี้เลยค่าาา




เดินเข้ามาในตึกก็จะเจอโซนโต๊ะ เก้าอี้สำหรับนั่งรอเรียน
หรือบางกลุ่มก็ใช้ในการ สัมมนากลุ่มย่อย แบบในภาพเลยค่า



ในตึกจะมีทั้งหมด 3 ชั้นค่ะ 
ชั้น ground, ชั้น 1, และ ชั้น 2 ค่ะ มีทั้งลิฟต์ และบันใดเวียน เดินสวยๆ ได้เรย 
บางครั้งบีก็ตะโกนคุยกับเพื่อนคนไทยที่นั่งอยู่ด้านล่างเวลาพักเบรก





พอเรียนเสร็จ บีก็จะพักกลางวัน ที่ตึกตรงข้าม
จะเป็นอาคารสำหรับเป็นส่วนกลางของนักศึกษา
ที่นี่มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ โต๊ะอ่านหนังสือเต็มไปหมดเลย
ที่บริการนักศึกษา Hall สำหรับรับปริญญา
และก็ห้องสมุดค่ะ
บีใช้ตึกนี้สำหรับพักกลางวันค่ะ





ก็จะมีที่นั่งแบบนี้เรียงๆกัน
ซึ่งเราก็จะมาจองแล้วนั่งทานมื้อกลางวันกันกับเพื่อนๆคนไทย 
บีโชคดีหน่อยที่เลือกมากับ Hands-On 
ก่อนมาก็มีโอกาสได้เจอเพื่อนๆที่ใช้บริการ Hands-On เหมือนกัน
ทำให้ง่ายที่จะได้รู้จักกันมาก่อน และคอยแลกเปลี่ยน สอบถามข้อมูลกัน
ไม่ต้องเดินหาเพื่อนให้ยาก



แรกๆ ก็ยังปรับลิ้นตัวเองให้ชินกับอาหารสไตล์ British ไม่ได้
ก็ต้องทานอะไรแบบนี้ไปก่อน
แต่บีกับเพื่อนๆ ทำอาหารมาทานเองทุกวันเลยนะคะ
เพราะทำเองถูกกว่า และที่นี่มี microwave ให้อุ่นอาหารด้วยค่ะ สะดวกสุดๆ
ส่วนคนไหนที่ไม่พร้อมจะเข้าครัว เค้าก็จะมี set meal-deal ราคาประหยัด 
ได้แซนด์วิช น้ำ และขนม (snack) ในราคาแค่ 3 ปอนด์ แบบนี้ก็สะดวกดีค่ะ
.

บรรยากาศในห้องเรียน ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลยค่ะ
เพราะตอนปฐมนิเทศเค้าบอกว่าใครอัดวิดีโอในห้องเรียนถือว่ามีความผิด
เราก็เลยตัดสินใจว่า ไม่ถ่ายทำไม่บันทึกอะไรเลยก็แล้วกัน
กันไว้ก่อน ไม่อยากตกเป็นจำเลยในต่างบ้านต่างเมือง เดี๋ยวจะมีปัญหาอื่นๆตามมา
แต่ถ้าใครอยากรู้ ก็มาเรียนน๊าาาา อิอิ




พอเรียนจบก็ถึงเวลาเดินลงเนิน กลับหอค่า
บางคนหอใกล้มหาลัยก็เดินแปปเดียว
บางคนหออยู่ในเมืองก็เดินไกลหน่อย
.
ที่นี่ดีอีกอย่างค่ะ ทานเยอะแค่ไหนก็ไม่อ้วน
เพราะแต่ละวันเผาผลาญไปกับการเดินเยอะพอสมควร
จากที่บีขาเบียด มานี่รู้สึกใส่กางเกงแล้วดูดีขึ้นเลยแหละ (น่าจะคิดไปเองรึป่าวไม่รู้ อิอิ)





เพื่อนๆร่วมห้องของบีในช่วงแรกค่ะ
ปิดฉากคลาสกับคุณครูที่ใส่เสื้อสีฟ้า ที่นั่งตรงกลาง ซึ่งเป็นคุณครูที่บีประทับใจที่สุด
บีก็เลยขออนุญาตเค้าถ่ายรูปด้วย ไปๆมาๆ ถ่ายรวมทั้งห้องเลย
เค้าสอนดีและเตรียมการสอนมาดีมากๆ 
และที่สำคัญเค้าชอบเรียกชื่อให้บีตอบคำถามบ่อยๆ
บีก็จะได้ตอบโชว์เพื่อนๆตลอด นี่เป็นที่มา อิอิ
(ก็แค่นั้นแหระ) ตอบผิดตอบถูกเค้าก็ไม่ว่านะ
ดีกว่าไม่  response อะไร ลองนึกดูถ้าเราเป็นคุณครู ถามอะไรไป ก็ไม่มีใครตอบ
เอาแต่นั่งเงียบ บางคนรู้แต่ก็ไม่ตอบ 
แล้วให้เหตุผลว่า ไม่อยากโชว์ 
งืมมม บีว่ามันไม่เกี่ยว
มันคือการมีส่วนร่วมในการเรียน ให้ความร่วมมือกับผู้สอนมากกว่า
.


เจ้าก้อนหินที่ตามหามานานนน.....
บีเห็นว่าใครๆที่เรียนจบที่นี่เค้าจะไปถ่ายกับป้ายมหาลัยตรงนี้กัน
ใช่ค่ะ ป้ายมหาลัยของบีเป็นแบบนี้เลยค่ะ
น่ารักดีน๊าาา แต่บีขอไปถ่ายก่อนละกัน
แค่จบคอร์สภาษาอังกฤษก็คือจบเหมือนกันแหละเนอะ
ในภาพเป็นเพื่อนคนไทยกับคนจีน
พวกเราเดินผ่านป้ายตรงนี้พอดี
ระหว่างทางที่พวกเราจะไปกินเลี้ยงกันก่อนเรียนจบ
.

.

จบแล้วววว
เรียนและสอบจบด้วยคะแนน
ผ่านมานี้ดดนุงงงงงแบบหวุดหวิด
เหมือนสาขาของบี ต้องได้ 65% ขึ้นไป
บีได้แค่ 68% 
ถามว่าพอใจมั้ยก็พอใจนะ
เพราะจริงๆ แล้วบีอาจจะไม่ได้เก่งถึง 68%  ก็ได้
ได้มาน้อย ก็หมายถึงต้องฝึกให้เยอะขึ้น
แล้วเราก็จะเก่งขึ้นไปอีกนั่นนนเองงงง
.....
it's not about the outcome,
it's about what you need to do after that.
















No comments:

Post a Comment

Hello English !

HELLO ENGLISH !!! ... ก่อนจะเปิดเทอม... อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้บีมาเรียนต่อ ที่ประเทศอังกฤษ มันมีหลายเรื่อง...