Friday, May 29, 2015

behind the scene in SG



Life  Leave | Learn 

.
.


              ทำไมฉันถึงอยากเดินทางคนเดียว

              การมาสิงคโปร์ครั้งนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มันเริ่มต้นจากไหน
              ฉันเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่เท่าที่ประกอบร่างได้ ก็คงจะมีหลายประเด็น


       1.
             คือ ออมบอกว่าตั้งแต่อยู่ไทยว่า บริษัทที่ไทยจะส่งออมไปทำงานที่สิงคโปร์
             6 เดือน เพื่อนคนไหนอยากไป ไปพักกับออมได้ ฉันก็เก็บมันไว้ในใจ


       2.
              เมื่อประมาณเดือนเมษายน  ฉันไปพบกับหญิงสาวแปลกหน้าคนหนึ่งรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน
              ที่งานสัปดาห์หนังสือ    ขณะที่เธอกำลังยืนให้คนวาดรูป วาด portrait เธอก็คุ้ยจ้อกับคนวาด
              คุยว่าเดินทางไปประเทศไหนมาบ้าง พอฉันกับเพื่อนได้ยิน ถึงขั้นอดใจไม่ไหว 
              ต้องทำความรู้จักกับเธอทันที                                                   

             ฉัน           :  เวลาไปนี่ไปกับใคร
             เธอคนนั้น :  ไปคนเดียวสิ ใครจะไปกับเราได้ทุกทริป


           3.
               อยากลองฝึกถ่ายรูป landscape , perspective,  light เพราะปกติเวลาไปเที่ยวจะชอบถ่ายรูป
               เพื่อนๆ ถ่ายคน จนพอกลับมาดูรูปทีไร ก็ไม่ค่อยได้โพสต์ลงfacebook เท่าไหร่ เพราะมีแต่รูป
               เพื่อน อยากลองฝึกถ่ายสถานที่ ให้สถานที่เล่าเรื่องราวผ่านรูปภาพเสียหน่อย
               ผลลัพธ์ที่ออกมา ก็พอใช้ได้นะ 


       4.
             การเดินทางไปเจออะไรใหม่ๆ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ใช้  'ใจ' แลกเท่านั้น
             ด้วยที่เราฐานะทางการเงินไม่รวยเท่าไหร่ พอมีพอใช้ จะทำยังไงให้การนำเงินอันน้อยนิดที่มีอยู่
             ไปใช้ให้คุ้มค่าที่สุด ฉันก็เห็นว่าน่าจะเป็นการเดินทางไปพบสิ่งต่างๆ ได้ทั้งประสบการณ์
             เรียนรู้โลกกว้าง การเอาตัวรอด การแบ่งปัน การพึ่งพาตนเอง การวางแผนในข้อจำกัดที่มี
             แต่ถ้าเงินเหลือ ฉันจะยังคงเดินทางเหมือนเดิม และก็คงซื้อสิ่งของที่มีราคาแพง อิอิ
             ของแบรนด์เนม hi-end ทั้งหลาย มันสวยดีนะ ชอบความมีไสตล์ที่เก๋ ซึ่งแพงๆทั้งนั้น 

             กระเป๋าใบนึง กับ ตั๋วเครื่องบินไปต่างประเทศ ที่ราคาเท่ากัน ฉันอยากได้มันทั้งคู่เลย
             แต่ถ้าให้เลือก ก็เลือกอย่างหลังอยู่แล้ว ไม่ต้องคิด   ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้วแต่จริต วิถี  lifestyle 
             ของใครของมันเนอะ  เอาที่สบายใจ ไม่เหนื่อยใจดี
            


      5.
            ฉันคิดจะทำแบบนี้ตั้งนานแล้วล่ะ ตอนสมัยวัยรุ่นชอบอ่านหนังสือท่องเที่ยวมาก 
            แต่ที่กลัวก็เรื่องอาหาร เพราะเป็นคนกินยาก  และก็กลัวจะเกิดอันตราย หรือตายขึ้นมา 
            แต่ในเมื่อถามไถ่คนนั้นคนนี้มาพอสมควร เค้าก็มักจะบอกว่า

           " ไม่มีประเทศไหนน่ากล้วเท่าบ้านเราแล้วน้องบี"




           ไม่รีรอ รีบหาข้อมูล สิ่งแรกที่หาใน google คือ

            เที่ยวสิงคโปร์งบประหยัด'

              ไม่ได้อ่านรีวิวใดๆ ถึงสถานที่เด็ดๆ แต่จริงๆอยากอ่านมากเลยนะ
              แต่ปัญหามันรุมเร้าเรื่องเงิน ไม่มีเงิน แต่เท้านี้สั่นมาก อยากออกเดินทางเหลือเกิน
              ก็เลยต้องมาโฟกัสที่ทุนทรัพย์ กางปฏิทิน มีวันไหนว่างบ้าง
             ไปหางานพิเศษทำ ช่วงก่อนไปคือทำงานทุกวัน บางวันทำติดกัน 36 ชั่วโมง
             รู้สึกจะทำงานติดกันแบบนี้ 2 circle แต่แปลกที่ชีวิตก็ยังไม่ได้พังมาก ก็พอถูไถ 

             คือไม่สนหรอกว่าจะไปเจออะไรในสิงคโปร์ จะสวยหรือไม่สวย ไม่คาดหวังเลย
             ทุกอย่างคือคำว่า ต่างประเทศ คือบรรยากาศที่เปลี่ยน
             ผู้คนที่พูดคนละภาษา การใช้ชีวิตในรูปแบบที่เปลี่ยน
             แค่นี้ก็น่าจะคุ้มค่าพอที่จะหาเงินเพื่อเดินทางไป







Singapore 1st time [2]



2nd D a y    i n   S i n g a p o r e 

7โมงเช้าฉันลืมตาตื่นภายใต้ผ้าห่มนวมบนเตียงระดับ 5ดาว 
ที่คอนโดย่าน Choa Choo kang 

.


.
.

.




ฉันรีบเอาผ้าห่มมาคลุมโปงแล้วคว้าโทรศัพท์ข้างๆหัวนอนมาดูเวลา และเข้าไปเช็คเฟสบุ๊ค เช็ค ig ตาม twitter  ตามประสามนุษย์ social network 

แนน ผู้ซึ่งนอนข้างฉันเมื่อคืน ตื่นไปก่อนหน้าแล้ว แนนตื่นเช้ามาก
อาจเพราะว่าวันนี้แนนจะกลับไทย เลยต้องรีบตื่นเพื่อเตรียมเก็บกระเป๋า  วางแผนการเดินทาง
และยังพอมีเวลาเที่ยวอีกหน่อยในช่วงเช้า แนนคงอยากจะเก็บที่เที่ยวอีก

ออมยังนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงอยู่เลย


ฉันเล่นโทรศัพท์เสร็จก็นอนต่อ ตามประสาคนขี้เกียจ 
แต่งีบได้ไม่นาน แนนก็เดินเข้ามาปลุก ฉันรีบเด้งตัวเองขึ้นจากเตียง
เพื่อเป็นสัญลักษณ์บอกแนนว่า ฉันกระตือรือร้นนะ ฉันให้ความร่วมมือ 
และมุ่งตรงไปอาบน้ำอย่างรวดเร็วราวกับว่าต้องรีบไปทำงาน
skill ความฉับไวขั้นเทพอยู่แล้ว 

เช้านี้ฉันไม่ต้องวางแผนอะไรทั้งนั้น เพราะออมจะพาเที่ยว 
แล้วแนนก็จะไปด้วย แต่พอถึงเวลากลับไทย แนนก็ถึงจะแยกไป

ต้องขอโทษด้วยค่ะ สำหรับคนที่ฉันโม้ไว้ว่า ฉันไปเที่ยวคนเดียว
ฉันโกหกนะ รู้ยัง ?? 55555555555555555555555555555



B u g i s 


ออมถามว่า บีวางแผนเที่ยวยังไงบ้าง เลยตอบกลับไปว่า
"ไม่ได้วาง ออมจะพาไปไหนก็ไป" 
ออมก็เลยพาไปบูกีส ไม่รู้เหมือนกันว่าย่านนี้เป็นยังไง มีอะไรบ้าง 
ออมบอกว่า จะพาไปสำเพ็งเมืองไทย โอเคเล้ยยยย มาดูกันนะ ว่ามีอะไรบ้าง  

Bugis ถ้าเราไปอ่านในรีวิวท่องเที่ยว บีว่าน่าจะมีข้อมูลที่เยอะแยะกว่านี้นะ
แต่เท่าที่บีได้สัมผัสก็จะประมาณนี้ค่ะ



ลงจากสนานี MRT : Bugis เดินขึ้นมาก็จะเจอ ถนน พวกเราก็ข้ามถนนไปยัง 
Bugis Village !!!




มื้อเช้าเราฝากท้องไว้ที่นี่ค่ะ เป็นฟู้ดคอร์ทของคนที่นี่ 



คนจะเยอะมาก มื้อเช้าบีเลือกกินเป็นหมี่ผัด แห้งๆเลย ไม่ขอปรุงรสอะไรทั้งนั้น กลัวไม่ถูกปาก
 และแล้วก็พบว่ามันอร่อยดีค่ะ ถูกปากอยู่น๊าาา 
และก็เลือกกินชานมเย็น ชาที่นี่เยี่ยมไปเลย หวานน้อยนี่ถูกใจมากๆ



ภาพถ่ายนี้ไม่ถูกใจบีเลยค่ะ กดชัตเตอร์ไปได้ยังไงไม่รู้เหมือนกัน
แต่พอมาดูอีกที นี่เป็นภาพวัดที่ชัดเจนที่สุดเท่าที่จะหาในกล้องได้  วัดนี้เป็นวัดจีนนะคะ
ภายในวัดบีไม่กล้าถ่ายรูปไว้อ่ะ 



บริเวณหน้าวัด บีเห็นเขามายืนถือธูป ยกมือเคารพอะไรไม่รู้ แต่เขาหันหน้าออกมานอกวัด
งงเหมือนกัน มาวัดแล้วไปไหว้อะไรที่อยู่นอกวัด ทำไมไม่ไหว้พระในวัด
ออมบอกว่า เค้าไว้ฟ้าดิน อ่ออออ ไม่ค่อยรู้วัฒนธรรมจีนสักเท่าไหร่

คนเยอะมากเลย เขาไหว้พระกันอย่างฉับไว  หยิบธูป จุดธูป ยกมือฉับๆ ก้มหัวหงึกๆ แล้วก็
เอาธูปไปปักที่กระถาง แล้วก็เดินออกไป 

วัดนี้บีอยากเสี่ยงเซียมซีมาก เป็นกิจกรรมที่มักจะทำเสมอ เวลาไปวัด


เซียมซีที่บีได้ ถ้าจะไม่ผิดน่าจะเบอร์ 24 เค้าเขียนว่า

Bad lot !!!!!!!
shit ! มากกก 
อ่านเนื้อหาแบบละเอียดพบว่าดวงตกมากๆ แย่ทุกอย่างเลย
 ก็เลยไม่เก็บกลับมา ทิ้งไปเถอะเนอะ
ดีไม่ดี เราก็ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ มีสติและระมัดระวังอยู่ทุกๆวันก็พอ





โ บ ส ถ์ 

จากนั้นออมก็พาเดินไปเรื่อยๆ ไปดูโบสถ์ ดูถนน ดูบ้านเรือน วันนี้ท้องฟ้าสดใสมาก
อากาศกำลังดี 27 องศา ไม่ร้อนเท่าไหร่ เลย บ้านเมืองที่นี่สะอาด เพลินตามาก วันนี้วันอาทิตย์พอดี 
ก็จะมีคนเต็มโบสถ์เลย เราก็ได้แต่เดินดูรอบๆ 


ฟ้า...ก็ยังคงเป็นฟ้าาาา  









ออม และ แนน

// ออม คือเพื่อนชมรมโรตาแรคท์ เป็นหญิงสาวที่ฉลาดล้ำมาก อยู่ด้วยแล้วต้องคิดเยอะๆ 
นางชอบคิดข้าม ชอตไปหลายชอต ไม่เคยทันนางหรอก ทำงานเป็นวิศวะที่สิงคโปร์ 
ให้ที่พัก ให้ความสะดวก ให้คำปรึกษาได้เยี่ยมมาก 
เทสของออมนี่บีเชื่อใจมากๆ เป็นคนเทสดี รสนิยมดี ไม่ต้องห่วงเลยเรื่องนี้ หายห่วง

//แนน เพื่อนคณะวิศวะของออม ที่มาเที่ยวคนเดียวเหมือนกัน แล้วก็มาเวลาใกล้ๆเคียงกับเรา
แนนมาถึงก่อน และก็จะกลับก่อน แนนน่ารักมาก ขนาดกลับไทยแล้วยังคอยถามตลอดว่าหลงทางมั๊ย
แนะนำให้ใช้ google map และที่ฟินสุดๆคือแนนให้ซิมโทรศัพท์มาด้วย มีโปร 4G ที่แนนใช้เหลือมาให้เราด้วยล่ะ นี่ต้องขอบคุณมาก ชีวิต 4G ในมหานครแห่งซิวิไลเซชั่นมันสะดวก ฉับไว ได้อย่างใจนึกจริงๆ 
ยินดีที่ได้รู้จักนะ 





เมื่อเดินเล่นรอบๆโบสถ์เสร็จ ก็ไปส่งแนนที่ MRT แนนกลับไทยละ แนนมีกระเป๋าใบเดียว
ใบเล็กด้วย แหม่ ไม่เหมือนบีเลย นึกว่าหอบบ้านไป หนักสัสสส โง๊โง่ ทำยังกะไม่เคยเดินทาง 5555555




A R T 


ออมเป็นคนฉลาด ออมรู้ว่าเราเป็นคนยังไง ชอบอะไรแบบไหน ออมจึงพาไป...






หอศิลป์ นั่นเอ้งงงง !!!

"Theatres on the bay"

มันมีอะไรบ้างน๊าาาา
ช่วงที่บีไปที่หอศิลป์มีแค่งานแสดงภาพถ่ายเกี่ยวกับ ชีวิตในสิงคโปร์
ก็ไปดู ก็เพลินๆดีค่ะ ภาพดูเหมือนภาพฟิล์มเลย เก่าๆ เป็นสิงคโปร์ยุคแบบเริ่มๆจนถึงปัจจุบัน

และที่ตรงนี้ปกติจะมีดนตรีพวก  symphony orchestra บ่อยๆ แต่วันที่บีไปไม่มีเลย
ก็เลยอดเสพ แต่ออมก็พาไปอีกที่คือ ห้องสมุดดนตรี จะเป็นห้องสมุด 
และก็มีแผ่นเพลงเยอะมากกก คือเยอะมากเลยอ่ะ
มีทุกแนว บีเห็นคนแก่บางคนก็ไปรื้อๆ เลือกแผ่นเพลง ยืมกลับไปฟังที่บ้านก็มี


อารมณ์แบบ อยากฟังเพลงอ่ะ ชิคโคตรๆ
ค่าทำบัตรสมาชิกห้องสมุดที่นี่ค่อนข้างแพง
น่าจะ 50 เหรียญมั้งนะ ถ้าจำไม่ผิด ก็ประมาณ 1250 บาทไทย
แต่คุ้มนะ ยืมได้ทั้งหนังสือ แผ่นเพลง แผ่นหนัง อีบุ๊ค ได้หมดเลย




B o t a n i c   G a r d e n s

ที่สุดท้ายของวันแล้ว ว ว วว  วว  
ออมพานั่งรถเมล์จาก Orchard ไปยัง Botanic Gardens วิวข้างทางยังคงน่าสนใจมาก
สำหรับบีนะ ชอบนั่งรถเมล์ที่นี่มาก ได้เห็นผู้คน ได้เห็นเมือง ได้เห็นถนน 
ต้นไม้ที่นี่มีตลอดทุกเส้นทาง ไม่ใช่เมืองที่มีแต่ตึกอย่างที่คิด
มีสวนสาธารณะแทรกซึมทุกที่  นับว่าเป็นการวางผังเมืองอย่างชาญฉลาดของลีกวนยูมากๆ ชอบ



นี่สวนสาธารณะที่ Orchard นะ สดชื่นเลยเนอะ เจอสีเขียวๆ


เจอป่ากล้วยแล้วขอให้ออมถ่ายรูปให้เลย ตะลึงพรึงเพริดมากกกก ป่ากล้วยในสิงคโปร์ ฮ่าๆ



เด็กที่นี่เค้ามีความเป็นนักวิทยาศาสตร์น้อยมากๆนะ ช่างสังเกต ธรรมชาติ
เอ๊ะ หรือว่าหาเหรียญก็ไม่รู้นะ ฮ่าๆๆๆ  




สวนที่นี่ใหญ่มากกกกก มากมาก บีไปถึงตอนเย็นๆ
มีผู้คนมาวิ่ง มาเดินกันเยอะมาก มีทุกเพศทุกวัย
บ้านเมืองนี้เค้ารักสุขภาพกันจริงๆ 

เดินๆไปได้ยินเสียงเพลง ทำให้รู้สึกตื่นเต้นไปอีก
ต้องลองตามไปดูหน่อย  สืบด่วนๆๆๆ 




.
.
.


โอ้โห......


คนเต็มเล้ยยยยยย
นี่มัน...แจ๋มมว๊ากกกกกก







โชคดีมาก มาวันนี้มีกิจกรรมพิเศษคือมีการแสดงดนตรีในสวน
บีไม่รู้ว่าวงอะไรเลย แล้วก็ไม่ได้ถามคนข้างๆด้วย
แต่ไปหาดูใน google เค้าบอกว่า มันคือ


'THE ZURICH BLUE PIANO EXPERIENCE with Nico Brina'


เป็นการเล่นเปียโน แล้วก็มีตีกลอง ดนตรีเร้าๆ มันๆ ฟังแล้วก็สนุกสนานดีนะคะ
ชอบตรงที่มีฝรั่งนั่งดูเต็มเลย แล้วก็สนุกกันมากๆ บางคู่ถึงกับลุกขึ้นมายืนเต้นรำกัน
พอหมดเวลา คนดูก็บอกว่าอยากดูอีก เค้าก็เล่นอีก พอเล่นจนจบ
คนดูก็ยังนั่งเล่นกัน ปิกนิกกันสนุกสนานอยู่เลย
แต่บีกับออมเหนื่อยมากวันนี้ เดินทั้งวัน เลยขอตัวกลับไปก่อนนน


วันนี้จบลงอย่างเหนื่อยล้าเลยล่ะ แต่สนุกและประทับใจ
รู้สึกไม่มีอะไรเฟล หรือผิดหวัง ยกเว้น เสี่ยงเซียมซี 
เดี๋ยวต้องไปล่าวัดต่อไป เผื่อจะดี อิอิ



ปล.

โปรด ติด ตาม ตอน ต่อ ไป นะค๊าาา
อ่านไม่จบก็ดูรูปผ่านๆก็ได้น๊าาา มันยาว เข้าใจ 


Thursday, May 28, 2015

Singapore 1st time [1]



1st D a y   in  S i n g a p o r e

///

ก า ร เ ดิ น ท า ง

บ่ายโมงวันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม  สายการบิน Airasia 
บนที่นั่ง 7F มีผู้หญิงคนนึงนั่งอยู่บนที่นั่ง area แคบๆ 
เขานั่งอยู่อย่างเงียบๆ เหมือนคนปกติทั่วไปที่เดินทางอย่างชำนาญ
แต่ในใจของเขาพองโตคับที่นั่งและตื่นเต้นอย่างมากที่สุด
เท่าที่เคยมีมาก่อน
.
.
.





รอบกายของเขาด้านหน้าเป็นพนักพิงของที่นั่งหมายเลข 6F
ด้านขวาคือผนังของตัวเครื่องโค้งงุ้มๆ ขนาบข้าง มีช่องหน้าต่างให้มองเห็นวิวอย่างชัดเจน ไม่มีปีกเครื่องบินมารบกวน
ด้านหลัง ก็เป็นพนักพิงของที่นั่งของเขา  พร้อมกับได้รับความรู้สึกการดันเข่าจากคนข้างหลังเป็นระยะๆซ้ายมือ คือชายใส่ชุดดำเสื้อยืดดำ ลายสกรีนค่อนข้างหลุดรุ่ย อ่านไม่ออกว่าเป็นเสื้อวงอะไร
กางเกงยีนส์สีดำ รองเท้าหุ้มส้นสีดำ พร้อมกับไอโฟน6สีดำ และสายหูฟังของ samsungสีขาว


ฉันสังเกตเขาถึงเพียงนี้ เพราะฉันได้กลิ่นบุหรี่ติดตัวเขาอยู่ตลอดเวลา
ขณะใส่หูฟัง ขาเขาจะขยับตามจังหวะตลอดเวลา
และเขาเงียบกริบไม่คุยกับเราตลอดการเดินทาง นี่ขนาดมองอ่อยๆแล้วนะ งืออ
เขาน่าจะเป็นชาวสิงคโปร์เพราะเขาไม่มีบัตรตรวจคนเข้าเมืองเหมือนเรา 
จากการสังเกตแบบเสือกๆ #หางตาทำงานหนักมาก T^T
แล้วไงต่อ ก็ไม่ไรหรอก แค่ใจสั่นนิดๆ ฮ่าๆๆๆ



ฉันตื่นเต้นและคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ถ้าลงเครื่องไปแล้ว แล้วต้องไปไหนต่อ
ความกังวล ความตื่นเต้น มันทำงานตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเครื่องจนตอนนี้ก็ยังไม่ลดละ
เอาเถอะ ปล่อยให้มันทำหน้าที่ของมันเต็มที่ไปเลยก็แล้วกัน ฉันเลือกที่จะใช้ชีวิตให้ตื่นเต้นเอง ก็สมใจดีแล้วมั๊ยล่ะ ... 


ฉันจำภาพที่เครื่องบินกำลังค่อยๆบินออกจากประเทศไทยได้แม่น
เป็นภาพตึกถนน ที่แน่นเอี๊ยด สุดลูกหูลูกตา เห็นแม่น้ำเจ้าพระยาโค้งตัวอย่างชัดเจน
ยังกับเส้นเลือดใหญ่ในร่างกายของคน ใหญ่เป้งมาก เครื่องบินค่อยๆบินสูง ภาพพื้นดินค่อยๆลับหายไป





สิงคโปร์ในมุมสูงจะเป็นยังไงน๊าาา คงจะมีตึกที่เยอะแยะกว่าเมืองไทย 
แต่เปล่าเลย


พื้นที่สีเขียวเยอะมากเลยเมืองนี้ โอ้โห ตื่นตาตื่นใจมาก 



Hello !! Singapore 
Changi Airport นี่ฉันกำลังเหยียบไปยังพรมบนทางเดินของสนามบินอันดับ  1
ที่ดีที่สุดในโลกเลยนะเนี่ยยย ขอเน้นฝีเท้าลงบนพรมแรงๆ เพื่ออะไรไม่รู้ ห่ะๆ
แล้วเดินตามคนอื่นไปค่ะ เค้าไปทางไหนก็น่าจะไปทางนั้นแหละ


ในใจหวาดหวั่น ตื่นเต้น ภาษาอังกฤษด้อยระดับ Lv.1 
สู้เค้า!!! 

ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง Terminal 1 
คือเดินหลงอยู่พักนึง ในที่สุดก็เจอแล้ว วววว 
ต้องตามป้าย arrival ไป เรื่อยๆ 

กำลังจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาแชะ ! ซะหน่อย หายากละเกิ้นนน 

โดนเจ้าหน้าที่เรียกเว้ยเห้ยยยยย
นี่งงมาก เพราะยืนต่อแถวอีกแถวนึง แต่เจ้าหน้าที่อีกแถวเรียกเราไป
เหล่าคนไทยก็หันมองกันพรึ่บ 

เค้าบอกให้เอาโทรศัพท์ขึ้นมาโชว์ 
อ่อออ เค้า no photo แน่ๆเลย แต่โชคดีที่เรายังไม่ได้ถ่าย แค่กำลังเล็งโฟกัสเลย
เค้าก็เชคดูรูป ไม่มี เราก็เลยบอกเค้าไปว่า I didn't take any photo, Sorry  อะไรประมาณนั้น
ซีดเลยครัช เล่นกุตั้งแต่ยังไม่ผ่าน ตม. เหงื่อตก อับอาย แต่ก็จะได้รู้ ว่าเค้าห้ามถ่ายรูปน๊าาา
อยากถามเค้ามากว่าเพราะอะไรทำไม no photo
 แต่นึกคำพูด เรียบเรียงประโยคไม่ทัน เลยเดินไปต่อแถวเข้าคิวใหม่ ฮ่ะๆ 


ที่เรากำลังจะเข้าคิวคือ เข้าคิวตรวจคนเข้าเมือง จะมีใบเล็กๆให้กรอกเกี่ยวกับ 
วันเวลาที่มา และกลับ ที่อยู่ที่จะไปอยู่ในสิงคโปร์ ไรเงี้ยะ 
พอผ่าน ตม. มาได้ก็โล่งแล้ววว เย้!!!!!!!!


ต่อไปคือไปหาออม ออมนัดที่สถานี lavender ตามป้าย MRT ไปเลยค่ะ 
แต่ !!! ป้าย MRT อยู่ไหนวะ ไม่เห็นจะมีเลยยยยยยยย เอาแล้วสิ งานเข้า คนไทยกลุ่มๆ หายไปไหนกันโม้ดดด คุณทิ้งโผมมมม 

อยากถามออมมาก แต่ไม่มีไวไฟเลย ออมบอกว่าเมื่อถึงสนามบินแล้ว ให้พยายามหา free wifi ติดต่อออมทันที เรานี่หา free wifi เจอเพียบเลย แต่พอเข้าไปแล้ว ก็เล่นไม่ได้ไง ก็เครียดไง
ก็ agitate ไง ช่างแม่ง ไม่รอ wifi ละ ลุย!!!!

เห็นป้ายเขียนบอกว่า skytrain to T2 เห้ย หรือ MRT ที่นี่เรียก skytrain วะ!!??? พลังมโนทำงาน
เดินไปที่ขึ้น skytrain เลยค่ะ เห็นคนถือกระเป๋ายืนรอกันราวๆ 20 กว่าคน  อ่ะ กุมาถูกทางละ
แต่ !! เอ๊ะ แล้วเรามีบัตร ez-link 
 (บัตร ez-link คือบัตรที่เอาไว้ตี๊ดเวลาจะขึ้น MRT หรือรถเมล์ อะไรก็ได้ คือมีบัตรนี้บัตรเดียว เดินทางได้รอบสิงคโปร์อะนะ) แต่ยังไม่ได้เติมตังค์ แล้วจะขึ้น skytrain ได้ไงอะ
หาตู้เติมตังค์ไม่มีเล้ยยย โอ้วว เอาไงดี ถามหรอ อย่าเพิ่งถาม เดี๋ยวมองๆ สังเกตๆ ก่อน

สักพัก skytrain มาเว้ยยย เป็นพาหนะที่สั้นมาก ประมาณ 10 เมตร สั้นไปป้ะ ใช่ MRT สิงคโปร์หรอวะ 
คนก็เดินขึ้นไปกันแบบ ไม่มีตี๊ดบัตรอะไรเลย ชิลๆเลย 
เราก็ยืนนิ่งๆก่อน ให้แม่งไปก่อน รอรอบหน้า กุจะเดินเข้าไปอย่างมั่นใจเลย ไม่ทำหน้างงละ 
เก็ทละ มันคงเหมือนพวก link ภายในไม่คิดตังค์แน่ๆ หรืออาจจะเก็บตังค์ปลายทางก็ไม่รู้

พอ skytrain รอบต่อไปมา นี่ก็ไปยืนเลยค่ะ มั่นใจค่ะ ชิลค่ะ ก้าวขึ้นอย่างมั่น
คิด step ต่อไป อ้าว แล้วกุลงสถานีไหนวะ เค้าเขียนว่า skytrain to T2 ก็ไปลง
T2นั่นล่ะวะ หรือไม่ก็  ลงตามเค้า!!! 

พอถึง Terminal 2 คนลงกันหมดเลย เราก็ดีใจมากเลยนะ มีเพื่อนลงที่เดียวกัน มันต้องใช่แน่ๆ
และแล้ววววว ก็เจอ ป้าย MRT จ้าาาาาา MRT ของจริงงงงงง  


บอกออมว่าจะมาถึง 16.20 น. ณ เวลานั้น  18น. แล้ว ออมคงเป็นห่วงเราแน่ๆ
ป่านนี้ยังไม่ติดต่อกลับไปอีก ออมคงคิดว่าเราหลงแน่ๆ อยากจะแชทไปบอกว่า เราไม่ได้หลงแล้วเว้ยยยยย   ขณะต่อคิวเติมเงิน ez-link เราก็หา  wifi เพื่อติดต่อออม ก็เป็นดังเดิม เชื่อมต่อไม่ได้
สุดท้ายก็เลย สุ่มแม่งเลย

เลือก wifi ที่แม่งต้องใช้ passwordอ่ะแหละ เลือกมาสักอันแล้วสุ่ม

จำได้ว่าตอนนั้นเลือก wifi ที่ชื่อ MTD เรานี่กดเลย password  
12345678 ไล่เลขจนปุ่มคำว่า join มันขึ้นสีน้ำเงินอ่ะ นึกภาพออกป่ะ ลองหยิบไอโฟนขึ้นมาลองดิ 
ก็ join ไป

แม่ง line เด้ง facebook เด้ง พรึ่บพรั่บพรึ่บพรี่บ
เย้!!!!!!!!!!!!! มั่วถูกเว่ยยย 

(แหม่ เล่ามาขนาดนี้ มันก็ต้องถูกดิเนอะ 55555  )

ออม เราต้องติดต่อออม เข้าแชทในเฟสบุ๊ค 
 ออม : ถึงไหนแล้ว
บี :  กำลังจะไป lavender นะ 
ออมก็อ่านแล้ว แต่ยังไม่ได้ตอบไร wifi แม่งหลุด 
เอ๊า ก็ยังดีวะ ออมอ่านแล้ว รับทราบแล้ว 


ขณะขึ้น MRT เราไม่รู้ว่าย่อมาจากอะไร แต่ที่เมืองไทยมันคือรถไฟฟ้าใต้ดิน
และที่สิงคโปร์ก็ใต้ดินเหมือนกัน แต่สักพัก มันโผล่มาบนดินเฉยๆเลย โอ้วววว
ฉันเพลิดเพลินกับการมองวิวข้างทางอย่างมาก ต้นไม้เยอะมาก ตามตึกเต็มไปด้วยป้ายสีแดงๆ 
เป็นป้าย SEA GAME เยี่ยม บ้านเมืองสะอาด ถนนสะอาด สีที่ทาสัญลักษณ์บนถนนก็ชัดเจนมาก
คนที่นี่แต่งตัวดี ไม่สกปรกมอมแมม 



ลง lavender station  หา wifi free เพื่อบอกพิกัดออมว่า รออยู่ตรงไหน
แต่ที่นี่น่ารักมาก wifi free เด้งมาแบบ สบายเลย ก็เลยติดต่อออมได้ 
ได้เจอออมแล้วววววว โอ้ววววว รอดตายแล้วกูววว
ออมบอกว่า เก่งจัง ไม่หลงเลย
โถววว นี่ยังไม่เล่าให้ฟังเฉยๆหรอก เดี๋ยวเล่ายาวๆเลย 5555





 อ อ ม พ า เ ที่ ย ว

ตอนนี้มีเพื่อนที่ไทย เพื่อนเรียนวิศวะของออมมาพักกับออมเหมือนกัน ชื่อแนน
วันนี้แนนไปเที่ยว universal studio ตอนเย็นเลยนัดกันว่า จะมาเจอกันที่ marina bay 
ออมก็เลยพาบีไปรอแนนแถวๆนั้นก่อน 



ออมเลี้ยง ราคา 5 เหรียญ อร่อยมากเลย เลี้ยงรับขวัญเพื่อน ฮ่าๆๆ 
มันคือ White night jasmine tea 


ภายใน Marina bay sands ก็ขายของ เป็นห้างอ่ะ ขายของแบรนด์เนม หรูๆ 
คนเยอะพอสมควร  นี่ภาพจากไอโฟนนะ อิอิ 









จากนั้นก็เจอแนน แล้วก็ไปหาของกินกัน
ออมบอกว่าจะพาไปกินปู !!!!!!! ดีใจมากเลยยย หิวมาก  TT

ร้านนี้มีชื่อว่า ร้าน Dean cafe อยู่แถวย่าน Bukit batok ! เป็นร้าน local แต่ขึ้นชื่อมาก






/พิซซ่า เหมือนไข่เจียวเนอะ แต่เป็นพิซซ่า แต่พอกินเข้าไป รสชาติเหมือน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ ฮ่าๆ อร่อย
/ผักอร่อยมากกกกกบีกินเยอะสุดเลย
/กุ้งผัดไข่เค็มเลิศรส อร่อยจริง ชอบมาก กุ้งตัวเป้งมาก
/ chili crab และ ขนมปัง คือนี่คือทีเด็ด คือขนมปังจิ้มน้ำเครื่องของปูแล้วฟินนนนนมาก อร่อยมากกกก
ส่วนปูนี่อร่อยแบบ เหาะเลย เป็นมื้อที่อร่อยที่สุดก็ว่าได้ แต่ปูอ่ะ ออมเลี้ยง5555555 ฟินไปอีกว้อย
แต่น้ำเครื่องมันนะ ถ้าไม่มีขนมปัง เราว่าเลี่ยนไป มันมันเยิ้มๆอ่ะ ภาพรวมคืออร่อยจ้าาาาา ผ่าน


จากนั้นก็กลับที่พักและนอนหลับเป็นตาย เหนื่อยฝุดฝุด 
พักที่ choa choo kang loop คอนโดชื่อ Northvalle ติด MRT เลย แต่คอนโดที่อยู่ไกลจากตัวเมืองมาก
นั่ง MRT เป็นชั่วโมง คือมันค่อนๆติดมาเล แล้วอ่ะ ก็ดีนะ ได้เห็นบรรยากาศหลากหลาย นี่ชอบเลย





Singapore 1st time #อารัมภบ่น


ชื่อหัวข้อดูโง่มากเลยอ่ะ ว่ามะ
ไม่มีศิลปะทางความคิดเลย

แต่เราไม่ต้องการเล่นคำหรือคิดมาก คิดเยอะอะไรทั้งนั้น 
ขอสื่อสารรู้เรื่องเป็นพอ

เหมือนๆกับทริปนี้แหละ แทบไม่ต้องแบกความอัจฉริยะทางภาษา
หรือความเป็นเลิศด้านการวางแผนใดๆก็สามารถเดินทางไปเที่ยวคนเดียวได้นะ
จริงๆ 

...
สิงคโปร์
เป็นเมืองที่คนฉลาดวางแผนบริหารเมืองเพื่อให้คนโง่ๆอย่างเราเที่ยวได้แบบสบายๆ 
คืออยากเดินไปไหนไปเล้ยยย เดินไปไม่ต้องจำว่าลงรถจากไหน ป้ายชัดเจนทุกมุมเมือง 
เดินไปสะดุดก้อนหินล้ม เงยหน้าขึ้นมายังเห็นป้าย ว่าจะต้องเดินทางไหนต่อ
ง๊ายง่าย


บางครั้งก็คิดนะว่าเราเอาชีวิตรอดในเมืองไทยได้นี่โคตรเก่งเลย
จะนั่ง จะวางของอะไร รอบคอบตลอด มองซ้ายมองขวา 
จะไปไหนต้องวางแผน กันพลาด กันเลท รถติด อะไร คิดเยอะอ่ะ อยู่เมืองไทย


เมืองไทย
เป็นเมืองที่คนโง่วางแผนบริหารเมืองเพื่อให้คนฉลาดๆอย่างเราใช้ชีวิต 
ถ้าโง่แล้วจะอยู่เมืองไทยไม่ได้นะคะบอกเลย ภูมิใจ

เพราะฉะนั้นด้วยความที่เราเป็นคนไทยดั้งเดิมอยู่แล้ว
แล้วอาศัยอยู่ในมหานครกรุงเทพมาได้สักพักนึงแล้ว
ก็แทบไม่ต้องเตรียมหรือฝึก skill การเอาตัวรอดอะไรมากนัก
พก skill ขั้นธรรมดา เนเจ้อๆ ก็รอดแล้วววค่าา

โอ้ย ว่าจะเอาเป็น entry แรก
นี่บ่นยาวมากกก 

ยกให้เป็น entry บ่นก่อนอัพจริงละกัน 
โอ้ยยยยย ผิดแผนตล๊อดดด 

Monday, May 4, 2015

อยู่เวรวันแรก



อยู่ เวร วัน แรก
...........................................


เรียนจบมาก็มีงานทำเลย เรียกได้ว่าทางที่ทำงานอ้าแขนรับและรอคอยให้เราเรียนจบไวๆเสียด้วยซ้ำ
คงไม่ต้องเดากันให้ยากว่ามันคืออาชีพอะไร เล่าๆไปก็เดาได้เอง 

ตั้งแต่เรียนจบจนถึงวันนี้ก็ทำงานครบ 2ปีแล้ว จากนี้ก็ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 
เมื่อสั่งสมประสบการณ์มา 2ปีแล้ว ควรจะอยู่เวรได้แล้ว 
พี่ที่เป็นคนจ่ายงานก็ได้จ่ายชื่อของเราและเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน ให้ลองอยู่เวรกัน
เดือน พฤษภาคม เป็นเดือนแรก จัดไป คนละ 1วันพอ มาทำความรู้จัก มาชิมลางก่อนว่างั้นเหอะ


เราถูกจัดให้อยู่เวรวันที่ 31 พฤษภาคม หรือ เป็นคนสุดท้ายของกลุ่มเพื่อนก็ว่าได้ ที่จะได้ลองอยู่เวร
แต่เหตุการณ์มันก็ไม่ใช่อย่างที่ใจอยาก เพื่อนดันไม่สบายให้เราไปอยู่แทน แลกวันกัน
จากคนสุดท้ายกลายเป็นคนที่ 2 !!!! แถมเป็นคนที่ยัง turn ไม่ครบทุกหน่วย ประสบการณ์น้อยกว่าเพื่อนๆ ว่างั้นเถอะ เอาเถอะ เพื่อนๆก็ไม่ครบกันเยอะแยะ ไม่น่ามีปัญหา 


การอยู่เวรคือ การทำงานตลอด24 ชั่วโมง การทำงานในที่นี้หมายถึง การเฝ้ารอเคสที่เซตผ่าตัดจากหมอรวมกับการส่งผ่าตัด คือภายใน 24 ชั่วโมงนี้ เราอาจจะมีช่วงที่นอนพัก ถ้าหากไม่มีเคส แต่ถ้ามีเคสมาก็ต้องตื่นไปทำ 


เช้าก่อนอยู่เวร เราไปเปคมา ซึ่งก็ได้พักเล็กน้อย โชคดีที่พอขึ้นเวรแล้วช่วงเช้า ไม่มีการเซตเคสผ่าตัดเลย
เราก็ว่างไปได้นอนยาว พักผ่อนเต็มที่ จากนั้นก็ตื่นไปทานมื้อเที่ยง คือถึงเวลากินก็ต้องกิน
ไม่อย่างงั้น ก็อาจจะไม่ได้กิน เพราะเคสจะมาเมื่อไหร่ไม่รู้ ต้องยัดไว้ก่อน 

เวลา 13 น. หมอโทรมาเซตเคสผ่า จะเอาเข้าห้องประมาณ 14 น. โอเคจัดไป!!!


 'บี เคส anoplasty นะ เด็กอายุ 4วัน น้ำหนัก 1,700 กรัม'

อันดับแรกคือ จัดห้อง
ในห้องศัลยกรรมเด็กนั้น มีเตียงผ่าตัด 3 ขนาด 
1. radiant warmer สำหรับเด็กอายุ น้อยกว่า 4 เดือน
2.  radiant warmer สำหรับเด็กอายุ น้อยกว่า 6 เดือน
3. เตียงเด็กทั่วไป ขนาดเท่าของผู้ใหญ่ 

เด็กอายุแค่เนี้ยะ จัดไปเลยเตียงเล็กสุด !!!

จากนั้นก็ไปจัดของ ตอนที่พี่บอกให้มาจัดห้องจัดของ
เรารู้สึกชอบมาก มันได้คิดว่าเราจะเลือกอะไรบ้าง สำหรับเคสนี้
ไม่มีโพยให้ดู ไม่กล้าถามพี่ด้วย (จริงๆกล้าแต่ขอคิดก่อน)
แค่จี้ตรงบริเวณก้น ให้มีรูก้นเฉยๆ 

เราก็จัดเตรียมของเสร็จสรรพ พร้อมกับเอกสารที่ต้องใช้ระหว่างผ่าตัด
จากนั้นก็ไปรอเด็ก ระหว่างที่เราจัดของ พี่PN ก็จะไปรับเด็กมาที่ OR
เมื่อเด็กมาถึง หมอก็บอกว่าจัดท่า lithotomy นะ 
เด็กอายุน้อยแบบนี้ เราจะจัดท่าแบบ มีbar ติดไว้ข้างเตียง ให้ยกเท้าเด็กขึ้นมาพาดที่ bar
แล้วใช้เชือกมัดขาทั้งสองข้างยึดกับ bar

แต่ที่ซวยคือ ไอ่ warmer ที่เราเลือกมาดันไม่มี จุดให้เชื่อมกับ barเลย
ก็เลยต้องใช้ warmer อีกคันนึง ซึ่งมันจะใหญ่ขึ้น แต่ก็พอได้ 
ต้องใช้ผ้าฟ้าห่อเบาะ แล้วก็วางผ้าห่มลม จากนั้นก็ห่อด้วยผ้าฟ้าอีกชั้น ป้องกันเด็กตัวเย็น

เราเลือกที่จะจัดโต๊ะส่งผ่าตัดแบบ opd เพราะดูท่าแล้ว ไม่น่าทำยาก
เวลาผ่านไป เกือบ 1 ชั่วโมง ทุกอย่างก็เสร็จ จบลง


จากนั้นมาอีกที 1 ทุ่ม เคส liver transplant post op bleed
ก็จัดไป มา stop bleed เอาล่ะ ทีนี้ 
จะจัดการยังไง โต๊ะ หม้อเครื่องมือ หมดสิ้น หม้อ basic หมด หม้อ minorหมด
โอ้ยยยย หาประมาณ สองรอบ ไปเจอหลังห้อง 504 จัดไป หม้อสุดท้าย ที่เหลือค่อยว่ากัน
จัดของเสร็จสรรพ ไปรอคนไข้แบบเดิม พี่บอก คนไข้จะมาช้าหน่อยนะ
เข้าไปห้อง 504 พี่บอกเข้าเคสไปก่อน จัดเครื่องมือรอพี่

เคส vascular ไม่รู้ว่าทำไร แต่ปูโต๊ะไปก่อน มั่วโคตรรร ทำเส้นเลือด
กุเอา retractor ขึ้นเพียบบบบบบ มาเต็มมาก อายจุง
เอาขึ้นเหมือนช่องท้องเด๊ะเลย เอาวะ เอาขึ้นแม่งให้หมด
ดีกว่าขาด ยกหม้อขึ้นเลยมั๊ยยยย ฮ่าๆ ไม่ขนาดนั้นหรอก
พอพี่มาถึง ล้างมือเข้าเคส พี่เคลียร์เครื่องมือบนโต๊ะออกไปเยอะมาก

กุสร้างงานให้พี่ชัดๆ
--"
โล่งอกไปที นึกว่าจะได้ส่งเคสที่ไม่เคยเจอเสียแล้ว


จากนั้นก็วิ่งไปห้องเด็ก เด็กมาพอดี
วิ่งไปล้างมือ โอ้ววว ปวดตามาก แสบตาสุด
วิ่งเข้าไปเปลี่ยนคอนแทกออก ใส่แว่นแทน
ตัดสินใจระยะนึง ว่าจะเปลี่ยนดีมั๊ย กลัวดึกๆแล้วจะแสบยิ่งขึ้น
แต่ไม่อยากเปลี่ยนเพราะไม่ชอบใส่แว่น


สุดท้ายก็เปลี่ยน
เพราะเห็นว่าเปนเคสเด็ก ยังไงก็นาน
เปลี่ยนแล้วสบายตามากๆ คิดถูกกก ฮริๆ

ทุ่มนึงยันตี1 กับการต่อเส้นเลือด portal V. =="
ใช้เข็มจิ๋วมากกกก เฮ้ออ ดีนะที่ทีมอาจารย์ไม่รีบร้อน ถ้ารีบนี่
เข็มหายชัวร์ ไม่ก็เราอาจโดนเข็มปักมือ
มันเล็กเว่ออ่ะคุ๊นนนนนน !!!


ตี1 ทุกอย่างเสร็จ เก็บของเสร็จ ก็ลงมาชั้น4 เพื่อเซ็นต์ชื่อ
เขียนเบิกตังค์ ตรงนี้เป็นการนั่งพักที่แบบ ฟินนนนนนนนนนนนมาก
พี่ๆอีกทีมก็มารวมกัน พูดคุยกัน สนุกมากกกกก เหนื่อยมาก แต่ก็ฮามาก
ทุกคนบ่นว่าเหนื่อย แต่ดวงตาดูสบาย เหมือนกับว่า ชั้นผ่านความเหนื่อยนั้นมาแล้ว
ชั้นจะได้นอนแล้ว มันผ่านไปแล้ว 


ตี2ได้นอนพักในห้องเวร ห้องเวรจะมี 8 เตียง
บีเลือกนอนใกล้ๆพี่หัวหน้าเวร วันนั้นเป็น พี่เอื้อย
พี่เค้าทำงานเก่งมาก เคสมารัวๆ ต้องจัดการให้รวดเร็ว ทันเวลา แจกจ่ายงาน มืออาชีพสุดๆ

ต่อๆ

เตียงจะอยู่แยกห่างจากกัน แบ่งเป็นสองฝั่ง
ฝั่งละ 4 เตียง ปูด้วยผ้าปูเตียงที่ถ้าเราจะนอนเตียงไหน
เราต้องดึงผ้าปูเตียงเดิมออก แล้วปูใหม่ ถ้าใครไม่ถือการใช้ของร่วมกับคนอื่น
ก็นอนแม่งเลย..... บีรู้สึกอยากอาบน้ำมากตอนนั้น ไม่กล้าขึ้นเตียงด้วย กลัวเตียงสกปรก

แต่เท่าที่มองดู พี่ๆกระโดดขึ้นเตียงกันทุกคน ทั้งๆที่ยังไม่ได้อาบน้ำ 
เราก็เลยกระโดดมั่ง ถ้าคนมันเหนื่อยมากๆ เจอพื้นๆว่างๆมันก็ล้มตัวลงไปนอนได้แหละ 


ฉันมองไปบนเพดาน เห็นท่อระบายน้ำ หรือไรสักอย่าง
ถูกทาด้วยสีดำ เป็นท่อสวนกันไปสวนกันมา กระจุกอยู่ น่ากลัวมาก
เหมือนเรานอนพักอยู่ในห้องที่เค้าใช้ควบคุมไฟฟ้า ควบคุมเทคนิคต่างๆ


เราไปอาบน้ำเป็นคนแรก ไม่เกรงใจพี่ๆเลย 
พี่หัวหน้าเวรบอกว่า บีไปอาบน้ำสิ นี่ก็ลุกไปเลย
ไม่ถามใครก่อนด้วยว่าอยากอาบมั๊ย

แต่ตาม sense เราคือ ถ้าเราถาม เค้าก็ให้เราไปอาบก่อนอยู่ดี
เราไม่อยากเสียเวลามา โยน มา ต่อรอง มาแสดงมารยาทอะไรแล้ว
รีบอาบแล้วรีบให้พี่มาอาบต่อดีกว่า ....

อาบเสร็จ กระโดดขึ้นเตียงอย่างดีใจ จะฟินแล้วววว


เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น.......



ชิบ  หาย  ละ !!!!


สรุปว่า เคสที่เพิ่งทำเสร็จไปของ  vascular อ. ขอผ่าใหม่
ทำ angiogram ดูใหม่ แต่ทีมที่ไปก็เป็นทีมเดิม....ไม่ใช่ทีมบี 
เป็นทีมพี่ตอง พี่ดาว และไอ่โอ


พี่เค้าทำงานเยอะกว่าเรา แต่พี่เค้าต้องไปเพราะ 
1. เปนเคสเดิมของเค้า
2. บีจะไปช่วยไรด๊ายยยย นอนเถอะ vascularมึงไม่เคย turn นิ 


นั่นแหละ


บีก็หลับแบบทิ้งโลกไว้เบื้องหลัง

ตื่นมาอีกที 6 โมง รีบลุกกำลังจะกลับ 
เอออออ ลืม ยังไม่ถึงเวลานี่หว่า

ต้องกลับ 8 น.

นอนต่อๆๆๆ

ตื่นมาอีกที 10 โมงงง

..


.

.

ไอ่เห้!!!!!!!!! ออกไปตอนนี้ ร้อนตับไหม้แน่ๆ
เอาเถอะ รีบเผ่นดีกว่า พี่เอื้อยกลับแล้ว
เตียงพี่ตองกับพี่ดาว โล่งมาก เห็นบอกว่าจะนอนที่ชั้น5เลย
พี่อุ้ยหลับอยู่ ...โอเค 


ไปหลับที่หอต่อ นอนห้องเวรแอร์โคตรเย็น


ประสบการณ์การอยู่เวรครั้งแรก เรารู้สึกตื่นเต้นกับทุกอย่าง
ทุกวินาที ตั้งใจฟัง ตั้งใจสังเกตทุกขึ้นตอนที่พี่ๆ ทำ
จนบางครั้งพี่ถามว่า แกมองอะไรขนาดนั้น มองเหมือนแกไม่เคยเห็นพี่


ก็เนอะ มันตื่นเต้น มันไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อน


สนุกมาก 
เหนื่อยมาก
สู้ๆ

















Hello English !

HELLO ENGLISH !!! ... ก่อนจะเปิดเทอม... อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้บีมาเรียนต่อ ที่ประเทศอังกฤษ มันมีหลายเรื่อง...