Monday, September 16, 2019

Hello English !


HELLO ENGLISH !!!
...

ก่อนจะเปิดเทอม...
อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้บีมาเรียนต่อ
ที่ประเทศอังกฤษ มันมีหลายเรื่องที่อยากจะเล่าและแชร์ให้ฟังเหมือนกันค่ะ
บีก็มานั่งคิดๆแล้วว่า บีคงเล่าผ่าน entry นี้หมดซะทีเดียวเลยคงไม่ไหว
ตอนนี้ก็จะขอแบ่งเป็น  4 part ก็แล้วกันนะคะ

1.  การเรียนปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ
2. เพื่อนฝูง
3. กิจกรรมยามว่าง + หอพัก
4. ไปเที่ยว 

.

สำหรับวันนี้ บีจะเริ่มเล่าถึงประสบการณ์การเรียน INTO หรือ 
pre-sessional English course ก่อนละกันนะคะ
ก็คือการมาเรียนเพื่อปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ
.
ทำไมต้องปรับพื้นฐาน ? นักเรียนทุกคนที่จะมาเรียนต่อ
ไม่ใช่แค่ใน UK แต่รวมถึง ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และที่ไทยบ้านเราก็ด้วย บางที่
ก็จำเป็นต้องใช้ คะแนน IELTS เพื่อดูระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ
รายละเอียดของ IELTS บีจะขอข้ามไปก่อนนะคะ 
ทีนี้มันจะมีคนประเภทที่ สอบไม่ผ่านเกณฑ์ และไม่อยากสอบหลายรอบ
คนประเภทนี้ต้องมาเรียนปรับพื้นฐานก่อน
ซึ่ง บีเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
.

ที่ EXETER มีนักเรียนที่มาเรียนปรับพื้นฐานค่อนข้างเยอะค่ะ
โดยเฉพาะคนไทยและคนจีน มีห้องเรียนประมาณ 20 กว่าห้อง
แต่ละห้องมีนักเรียนประมาณ 20 คน 
(เฉลี่ยๆ ก็ คนไทย 2 คน และคนจีนอีก 18 คน)
เห็นมั๊ยคะว่า พี่จีนเค้าแผ่นดินใหญ่จิงๆ
.
เนื้อหาที่เรียนก็จะแบ่งเป็น 2 ช่วง 
ช่วงแรก เราจะเรียนแบบพื้นฐานจิงๆ พวก grammar หลักๆที่ต้องใช้
การฟัง และการเขียน การบ้านเยอะมากเลย โดยเฉพาะ essay
และการอ่าน บีว่าการอ่านยากสุด เพราะต้องนำมาวิเคราะห์ต่อไปอีก
แต่บีว่าจุดนี้เป็น task ที่น่าปลดล็อกมากๆ ลองนึกดูว่าถ้าเราอ่านเก่ง วิเคราะห์เก่ง
มันจะเป็นประโยชน์ในอนาคตเหมือนกันนะ ไม่ใช่แค่จะดีในด้านการอ่าน
มันยังพ่วงให้การเขียน ช่วยให้รูปภาษาของเราดูสวยงามขึ้นด้วยนะ

ช่วงหลัง ช่วงหลังเราจะได้เปลี่ยนห้องเรียน
ไปเรียนรวมกับเพื่อนๆที่จะเรียน ป. โท คณะเดียวกัน
เนื้อหา การเรียนก็จะเจาะจงไปที่หลักสูตรของเรา
เช่นเราจะเรียนต่อด้าน business เนื้อหาก็จะเกี่ยวกับธุรกิจ
พฤติกรรมผู้บริโภค ต่างๆ ส่วนเพื่อนที่เรียนเกี่ยวกับ finance หรือด้านการเงินการลงทุน
 เนื้อหาก็จะแตกต่างออกไป เรียกได้ว่าทำให้คุ้นเคยก่อนเข้าสู่สนามจริง
แต่ถามว่าคุ้นเคยหรือยัง?? ก็ยังนะ เอ้ย
ยังบอกไม่ได้ เพราะเราก็รู้เท่าที่รู้ แต่สิ่งที่ไม่รู้ยังมีอีกเยอะ 
.

คำถาม... เผื่อมีคนอยากถาม
"สอบ IELTS ให้ผ่าน กับ มาเรียน Pre-sessional เลย อันไหนดีกว่ากัน"
ตามหลัก สอบให้ผ่านคุ้มค่าสุด เพราะสอบให้ตาย ก็แพงไม่เท่าค่าเรียน
เพราะไม่ใช่แค่เสียค่าเรียน ยังต้องเสียค่าหอพัก ค่าวีซ่าอีกนะ 
แต่ถ้าไม่ตามหลัก ตามความคิดของบีเอง
บีเลือกที่จะมาเรียน แต่ก่อนหน้าบีก็พยายามสอบหลายครั้งเหมือนกัน
จนยอมแพ้ เพราะเป็นคนที่ไม่ชอบการสอบ มันเครียด มันดูต้องคาดเดา
ว่าเค้าจะเอาเรื่องอะไรมาออก เราอาจจะไม่ถนัด และเราก็จะได้คะแนนไม่ดี
แต่ถ้ามาเรียน เราสามารถ scope เนื้อหาได้ 
ถ้าเราเรียน business แน่นอนว่า เค้าคงไม่หาบทความทางวิทยาศาสตร์ 
หรือการเมืองการปกครองมาให้เราอ่านแน่นอน...
พอนึกภาพออกป่าว
แล้วอีกอย่าง การมาเรียน มีการสอบ มีการให้คะแนนหลายๆ พาร์ท ซึ่งถ้าเราขยัน
มันก็ช่วยให้เราผ่านไปได้อย่างไม่ต้องเครียดอะไรมาก
.

การเรียนการสอนของที่นี่เป็นยังไงบ้าง? 
การออกแบบแผนการสอนของที่นี่บีค่อนข้างชอบนะ
เช่นวีคนี้เค้าจะสอนเกี่ยวกับเรื่อง conflict of interest between business and scientists
หรือ ผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างธุรกิจกับนักวิทยาศาตร์หรือนักวิจัย อะไรพวกนี้
เค้าก็จะให้เขียน ให้อ่าน ให้ฟัง ให้พูดใน topic นี้วนไป ทั้งวีค
มันทำให้คลังคำศัพท์ของเราในหมวดหมู่นี้ถูกนำมาใช้ซ้ำไปซ้ำมา จนจำได้และเข้าใจมากยิ่งขึ้น
เช่น วันนี้เราใช้คำนี้ผิด วันพรุ่งนี้เราก็ยังมีโอกาสใช้มันอีก ใช้วนไปภายใน 1 วีค
และอีกอย่างที่ชอบก็คือ
การ seminar หรือสัมมนา เค้าให้จะให้ บทความเราไปอ่านในแต่ละสัปดาห์
และก็นัดวันมานั่ง discuss กัน แชร์ไอเดีย ฝึกถกเถียง หรือโต้แย้งกันไปมา
ตรงนี้ใครที่ชอบพูด ชอบโชว์ก็จะเป็นโอกาสขายของเลยค่ะ
คุณครูก็จะแค่ฟังๆ ให้พวกเราดำเนินเรื่องกันเอง
เค้าจะจดแทบทุกคำที่เราพูด อันไหนพูดดีเค้าก็จะชม
อันไหนต้องปรับ เค้าก็จะบอก 
.
แอบบอกว่าพี่จีนเค้าทำการบ้านดีนะ และเค้าค่อนข้างใส่ใจกับการเรียนมาก
วันไหนมีสัมมนา เค้าก็จะนัดกับเพื่อนว่า ใครพูดก่อน ใครต้องถามคำถามอะไร
โยนคำถามมาที่ใคร ใครต้องตอบ นู่นนี่ ทำให้การสัมมนามัน flow ไปได้ 
และเค้าก้จะพูดได้คล่อง เพราะได้มีการตระเตรียมมาแล้ว
ซึ่งยอมรับว่า มันก็ดีแหละ แต่เวลาเราเตรียมอะไรไว้ เรามักจะเกร็ง
และกังวลว่าพูดหมดหรือไม่หมด ส่วนมากเราก็จะปล่อยไปงั้นเลย
ได้แค่ไหนแค่นั้น และเพื่อนคนไทยส่วนมากก็ทำแบบนี้ 
.
แอบบอกอีกนิดว่า พี่จีนค่อนข้างเก่งแกรมม่า เป๊ะมาก
เวลาคุณครูให้เล่นเกม หรือตอบคำถาม
เค้าจะตอบกันเก่งมาก แต่ในการพูด การสื่อสารเราว่าคนไทยจะได้เปรียบกว่า
อาจจะเป็นเพราะเราดูการ์ตูน ดูสื่อภาษาอังกฤษตั้งแต่เด็ก
ฟังเพลงสากลบ้าง เพราะเพื่อนๆจีนบางคนแทบไม่ค่อยฟังเพลงสากลเลย
บางทีสำเนียงการพูดของเค้าก็จะไชนีสไชนีสอยู่
.
ไม่ได้นินทาน๊าาา แค่เล่าให้ฟังจร้า
แต่ถ้าถามว่าคนจีนนิสัยเป็นยังไง
บอกได้เลยว่า
น่ารักมากกกก คือเค้าเป็นประเทศที่ใหญ่มากจริงๆ
เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งไปตัดสินว่าคนชาตินี้เป็นแบบนั้นแบบนี้
ลองดูเป็นคนๆ เป็นกลุ่มๆไป เปิดใจทำความรู้จัก
จะรู้ว่า เค้าก็เหมือนเรานี่แหละ
มีมารยาทและให้เกียรติกัน
เดี๋ยวบีจะเล่าถึงความประทับใจเพื่อนๆคนจีน
ในบทความถัดไปให้ฟังอีกทีนะคะ
.

ลำดับถัดไปก็จะเป็นรูปภาพมาอวดนิดๆหน่อยๆค่ะ




ทางเดินขึ้นเนินก่อนถึง ตึกเรียน


เมื่อพ้นเนินมาแล้ว ก็จะเจอตึกเรียนอยู่ด้านขวามือค่าาา เป็นตึกสีขาวๆ



   ตึกสีขาวตึกนี้เลยค่าาา




เดินเข้ามาในตึกก็จะเจอโซนโต๊ะ เก้าอี้สำหรับนั่งรอเรียน
หรือบางกลุ่มก็ใช้ในการ สัมมนากลุ่มย่อย แบบในภาพเลยค่า



ในตึกจะมีทั้งหมด 3 ชั้นค่ะ 
ชั้น ground, ชั้น 1, และ ชั้น 2 ค่ะ มีทั้งลิฟต์ และบันใดเวียน เดินสวยๆ ได้เรย 
บางครั้งบีก็ตะโกนคุยกับเพื่อนคนไทยที่นั่งอยู่ด้านล่างเวลาพักเบรก





พอเรียนเสร็จ บีก็จะพักกลางวัน ที่ตึกตรงข้าม
จะเป็นอาคารสำหรับเป็นส่วนกลางของนักศึกษา
ที่นี่มีร้านอาหาร ร้านกาแฟ โต๊ะอ่านหนังสือเต็มไปหมดเลย
ที่บริการนักศึกษา Hall สำหรับรับปริญญา
และก็ห้องสมุดค่ะ
บีใช้ตึกนี้สำหรับพักกลางวันค่ะ





ก็จะมีที่นั่งแบบนี้เรียงๆกัน
ซึ่งเราก็จะมาจองแล้วนั่งทานมื้อกลางวันกันกับเพื่อนๆคนไทย 
บีโชคดีหน่อยที่เลือกมากับ Hands-On 
ก่อนมาก็มีโอกาสได้เจอเพื่อนๆที่ใช้บริการ Hands-On เหมือนกัน
ทำให้ง่ายที่จะได้รู้จักกันมาก่อน และคอยแลกเปลี่ยน สอบถามข้อมูลกัน
ไม่ต้องเดินหาเพื่อนให้ยาก



แรกๆ ก็ยังปรับลิ้นตัวเองให้ชินกับอาหารสไตล์ British ไม่ได้
ก็ต้องทานอะไรแบบนี้ไปก่อน
แต่บีกับเพื่อนๆ ทำอาหารมาทานเองทุกวันเลยนะคะ
เพราะทำเองถูกกว่า และที่นี่มี microwave ให้อุ่นอาหารด้วยค่ะ สะดวกสุดๆ
ส่วนคนไหนที่ไม่พร้อมจะเข้าครัว เค้าก็จะมี set meal-deal ราคาประหยัด 
ได้แซนด์วิช น้ำ และขนม (snack) ในราคาแค่ 3 ปอนด์ แบบนี้ก็สะดวกดีค่ะ
.

บรรยากาศในห้องเรียน ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลยค่ะ
เพราะตอนปฐมนิเทศเค้าบอกว่าใครอัดวิดีโอในห้องเรียนถือว่ามีความผิด
เราก็เลยตัดสินใจว่า ไม่ถ่ายทำไม่บันทึกอะไรเลยก็แล้วกัน
กันไว้ก่อน ไม่อยากตกเป็นจำเลยในต่างบ้านต่างเมือง เดี๋ยวจะมีปัญหาอื่นๆตามมา
แต่ถ้าใครอยากรู้ ก็มาเรียนน๊าาาา อิอิ




พอเรียนจบก็ถึงเวลาเดินลงเนิน กลับหอค่า
บางคนหอใกล้มหาลัยก็เดินแปปเดียว
บางคนหออยู่ในเมืองก็เดินไกลหน่อย
.
ที่นี่ดีอีกอย่างค่ะ ทานเยอะแค่ไหนก็ไม่อ้วน
เพราะแต่ละวันเผาผลาญไปกับการเดินเยอะพอสมควร
จากที่บีขาเบียด มานี่รู้สึกใส่กางเกงแล้วดูดีขึ้นเลยแหละ (น่าจะคิดไปเองรึป่าวไม่รู้ อิอิ)





เพื่อนๆร่วมห้องของบีในช่วงแรกค่ะ
ปิดฉากคลาสกับคุณครูที่ใส่เสื้อสีฟ้า ที่นั่งตรงกลาง ซึ่งเป็นคุณครูที่บีประทับใจที่สุด
บีก็เลยขออนุญาตเค้าถ่ายรูปด้วย ไปๆมาๆ ถ่ายรวมทั้งห้องเลย
เค้าสอนดีและเตรียมการสอนมาดีมากๆ 
และที่สำคัญเค้าชอบเรียกชื่อให้บีตอบคำถามบ่อยๆ
บีก็จะได้ตอบโชว์เพื่อนๆตลอด นี่เป็นที่มา อิอิ
(ก็แค่นั้นแหระ) ตอบผิดตอบถูกเค้าก็ไม่ว่านะ
ดีกว่าไม่  response อะไร ลองนึกดูถ้าเราเป็นคุณครู ถามอะไรไป ก็ไม่มีใครตอบ
เอาแต่นั่งเงียบ บางคนรู้แต่ก็ไม่ตอบ 
แล้วให้เหตุผลว่า ไม่อยากโชว์ 
งืมมม บีว่ามันไม่เกี่ยว
มันคือการมีส่วนร่วมในการเรียน ให้ความร่วมมือกับผู้สอนมากกว่า
.


เจ้าก้อนหินที่ตามหามานานนน.....
บีเห็นว่าใครๆที่เรียนจบที่นี่เค้าจะไปถ่ายกับป้ายมหาลัยตรงนี้กัน
ใช่ค่ะ ป้ายมหาลัยของบีเป็นแบบนี้เลยค่ะ
น่ารักดีน๊าาา แต่บีขอไปถ่ายก่อนละกัน
แค่จบคอร์สภาษาอังกฤษก็คือจบเหมือนกันแหละเนอะ
ในภาพเป็นเพื่อนคนไทยกับคนจีน
พวกเราเดินผ่านป้ายตรงนี้พอดี
ระหว่างทางที่พวกเราจะไปกินเลี้ยงกันก่อนเรียนจบ
.

.

จบแล้วววว
เรียนและสอบจบด้วยคะแนน
ผ่านมานี้ดดนุงงงงงแบบหวุดหวิด
เหมือนสาขาของบี ต้องได้ 65% ขึ้นไป
บีได้แค่ 68% 
ถามว่าพอใจมั้ยก็พอใจนะ
เพราะจริงๆ แล้วบีอาจจะไม่ได้เก่งถึง 68%  ก็ได้
ได้มาน้อย ก็หมายถึงต้องฝึกให้เยอะขึ้น
แล้วเราก็จะเก่งขึ้นไปอีกนั่นนนเองงงง
.....
it's not about the outcome,
it's about what you need to do after that.
















Monday, July 1, 2019

What brings you to UK??




HELLO UK !!!!

,,,,,


         แปลกจัง! ฉันแทบไม่ตื่นเต้นอะไรเลยกับการที่ได้จากบ้านมาไกลขนาดนี้ และคือการที่จะไม่ 
ได้พบเจอพ่อแม่ ญาติๆ และเพื่อนๆที่รัก และโอกาสนั้นคงจะน้อยมากๆ นอกจากจะมีเพื่อนๆ บินมาหา
         ฉันคงจะเบื่อหน่ายมากๆ ล่ะมั้ง เพราะการเตรียมตัวที่จะมาเรียนที่นี่ค่อนข้างนานและหลายปี เอาจริงๆเพื่อนๆ ญาติๆก็รำคาญเช่นกัน เพราะบีชอบพูดว่าจะไปเรียนๆ จนหลังๆเค้าถามเมื่อไหร่เมิงจะไปซะที.... จริงๆ วางแผนคร่าวๆ ก็ 5 ปี หลังเรียนจบเลย ยังไงก็ต้องเรียนต่อ ป. โท แน่ๆ และก็ยังมีความฝันว่าอยากเรียนต่อที่ต่างประเทศอีกด้วย ไม่คิดว่าต้องทำให้มันเป็นจริงนะ เพราะค่าใช้จ่ายเยอะ เราแทบไม่มีโอกาสได้ทุนเรียนต่อเลย เพราะเกรดน้อยมากกกก และความฝันนี้ก็ดูเหมือนว่าเอาไว้ตอบคำถามคนอื่นๆเฉยๆ 
.
 "เธอฝันอยากเป็นอะไร อยากทำอะไร" 
เราก็มักจะตอบแบบไม่ได้คิดไรมากไปว่า
 "อยากไปเรียนต่อต่างประเทศ ถ้าได้ภาษาก็อยากเขียนบล็อกเป็นภาษาอังกฤษ " 
.
คือมันแค่เอาไว้ตอบคำถามสังคมเฉยๆ  เพราะการที่จะไปบอกว่า อยากมีบ้านมีรถ มีลูก มีครอบครัวที่ดี ไรงั้น เราแทบนึกภาพไม่ออกเลย แต่ถ้ามาเรียน มาถ่ายรูป การได้ใช้ภาษาอังกฤษ ไรงี้ มัน น่าจะเป็นจริงได้มากกว่า และมีที่มาที่ไปมากกว่า เพราะถ้าตอบไปว่า 
.
"อยากเป็นแม่ของลูกที่ดี อยากมีครอบครัวที่น่ารักอบอุ่น" 

ผู้ถามก็คงจะถามต่อว่า แล้วไหนแฟน จะหาทันหรอ นี่ก็อายุมากแล้วนะ
นู่นนี่นั่น  บางทีรำคาญที่จะตอบคำถามประเด็นนี้มากเลย 

.
เราเลือกที่จะมาเรียนที่ University of Exeter เพราะ 
เอางี้ก่อน ตอนแรกคือ คิดในใจว่า ยูนี้จะเป็น choice แรกที่เราจะ "ไม่เลือก"
เพราะตอนไปงานแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ ถ้าจำไม่ผิด คือที่โรงแรม Centerpoint 
ที่อยู่ด้านหลัง Terminal 21 เราเห็นแถวนักเรียนที่สนใจจะสอบถามข้อมูลจาก 
University of Exeter คือยาวมากกกกก คืนล้นมาบังบูธ มหาลัยอื่นจนแบบ
โอ้โห ถ้าคนไทยจะแห่กันไปเรียนที่นี่ ฉันคงได้ภาษาอังกฤษหรอกนะ จะไปต่างประเทศทั้งที
แล้วทำไมต้องมาเจอคนไทยด้วยกันว๊าาาาาาา 
.

ก็ไม่ได้สนใจนะ และก็สมัครแบบ ส่งๆไปแบบนั้น
เราสมัครไปหลายมหาลัยเหมือนกันนนะ ราวๆ 8 ที่
เค้าก็รับทุกที่นะ แต่ Exeter มาแปลก
พูดง่ายๆคือเค้า Reject เราอะ เค้าปฏิเสธ แล้วก็ให้เราไปเรียนอีกโปรแกรมนึง
คือจากไม่ชอบตอนนั้นแล้ว แล้วเรายังเริ่มสงสัยว่า
"ทำไมกล้าปฏิเสธชั้นนนนนนน" ไม่ประทับใจเลยจ้าาาา
.

อ้าวววว แล้วทำไมดูเหมือนจะไม่ชอบเลย แล้วมาโผล่ได้ไง
เฮ้ออออออ เอออ มันแบบ งงมากเลย 
สุดท้าย ก่อนมาที่นี่ 1 เดือน นางก็ส่งอีเมล์มาหา
บอกว่า ทำไม ไม่ ตอบรับ อีกโปรแกรมนึงที่ไอ offer ไป (HR = Human Resource) ล่ะ
ถ้าไม่ชอบ ก็มีอีกโปรแกรมนะ เรากำลังเปิดใหม่ คล้ายๆกับโปรแกรมที่คุณสนใจเลย
เราก็เลยแบบ เอาไงดีวะ เพราะ ยู ที่เล็งไว้คือ Liverpool คะแนนเราไม่ถึง
เราก็มี 2 ตัวเลือกระหว่าง Reading กับ Exeter และอื่นๆ ที่เราก็แอบตัดๆทิ้งไป 
เพราะตัวหลักสูตร Ranking และ Location 

.
Reading คือ ใกล้ London มาก(นั่งรถไฟ 45 นาที) คือแบบชอบมาก ตอบโจทย์มากกกกก ค่าครองชีพถูก มีเพื่อนที่เรียนที่นี่หลายปีก่อน เค้าก็แนะนำ บอกสนุกมากเลย เอนจอยมาก 
ส่วน 
Exeter  คือ ไกล London (นั่งรถไฟ 2.30 ชั่วโมง) คือเมืองเล็กๆ เงียบๆ ค่าครองชีพเหมือนจะแพงกว่า Reading หน่อยๆ แต่พอไปโพสต์ถามคนที่เคยเรียน ทั้งคนไทยและคนอังกฤษ รวมถึงชื่อเสียง Ranking และเนื้อหาที่เกี่ยวโยงกับ สิ่งที่เราสนใจ คือ Exeter ตอบโจทย์ในด้านหลักสูตร จำได้ว่านอนไม่หลับเลย
เพราะเลือกไม่ถูก จนพีชชี่ต้องคอลมาคุยด้วย สองวัน คือ โอเค้!!! 
.
อ้ะ ! จะไม่คิดเยอะแล้ววว เอ็ก ก็ เอ็ก 


.

พอมาเรียนได้วีคแรกก็พบว่า ... อย่าได้กลัวคนไทยด้วยกันเลยค่ะ
กลัวคนจีนดีกว่า คนจีนเยอะมาก โชคดีที่เราพอรู้จักเพื่อนคนจีนบางส่วนก่อนมา
พอมาถึงก็ทักทายกันแบบ เรียกได้ว่า เหมือนสนิทกันมานาน 
เพื่อนคนจีนน่ารักๆ เยอะเลยค่ะ บางคนก็เลือกที่จะมาคุยกับเราบ่อยๆ
เพราะอยากฝึกภาษา หมายถึง เค้าอยากหาโอกาสใช้ภาษาอังกฤษ 
เพราะแน่นอนว่า การพูดคุยกับเพื่อนคนจีนด้วยกัน ก็คงอดไม่ได้ที่จะใช้ภาษาจีน 
.
ส่วนเพื่อนๆคนไทยที่นี่น่ารักมากกกก ทั้งคนที่กำลังจะเรียนจบ และกำลังจะเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ปี  2019 ด้วยกัน ส่วนมากจะเป็นรุ่นน้อง แบบ จบ ป ตรี แล้วมาเรียนเลย ไรงิ
ก็แอบดีใจ เวลาที่น้องๆบอกว่า หนูนึกว่าพี่รุ่นเดียวกับหนู คือวัดจากหน้าหรือ ความปัญญาอ่อนของพี่คะ
ตอบความจริงมาาาาา ^^ 
.
เราเจอความโชคดีหลายๆความโชคดีเลยนะ
แต่มันจะเจอความโชคร้ายก่อน คือจะ List ให้ดูกันนนะ

ความโชคร้ายที่เจอมีดังนี้ 




 >>เพิ่งได้วีซ่าก่อนมา แค่ 4 วันก่อนมา และเร่งจองตั๋ว ก่อนมาก็ยุ่งมาก เลยแทบไม่ได้เตรียมอะไรเลย
นัดไว้กับน้องคนนึงว่าจะไปด้วยกัน และเรากะจะพึ่งพาน้องเต็มที่ ไปตายเอาดาบหน้ามากๆ เพราะเพื่อนๆคนอื่นไปการบินไทยหมดเลย เรามากาต้า แต่ปรากฎว่าก่อนบิน เชค gate อ้าว ทำไมเราคนละ gate อ้าวสรุปไปคนละไฟลท์หรอออ OMG! ความตื่นเต้นพุ่งมากกกก พุ่งตรงเน้ !!! แต่โชคดีที่ ช่วงรอต่อเครื่องที่ Doha มีโอกาสเจอเพื่อนๆ หลายคน ที่จะไป Exeter เหมือนกัน เย้!!!!!! รอดแล้วววววว


------------------------------------------------------




>>เพื่อนๆก็คุยกันเรื่องจองรถโค้ชไว้ จาก London ไป Exeter ซึ่ง!! ใช่ค่ะ บีไม่ได้จอง และไม่รู้อะไรเลย ต้องโหลด app ไรบ้าง ไม่มีไรเลย ซึ่งพอเราถึงลอนดอน 7น. เราก็เช็คว่า รถโค้ชเหลือที่นั่งมั๊ย ปรากฎว่า
ไม่เหลือจ้าาาาาาา เต็มหมด เหลืออีกทีคือ 17น. คือ ถึง Exeter มืดดมากกกก เพื่อนๆก็คอยช่วยนะ บางคนเคยมาอังกฤษ แล้วก็แนะนำให้โหลด app นู่นนี่เพื่อจอง โชคดีที่ น้องคนนึงจอง train ไว้ แล้วพอเราเช็ค train พบว่า อ้าววววว ยังมีที่นั้่งเหลือเต็มเลย แล้วถึง Exeter เร็วกว่ารถโค้ชอีก เย้!!!!!! 
(แต่เที่ยวเดียว ราคาพุ่งมากแม่ ปาดเหงื่อค่ะ ราวๆ 2000 บาทไทย ในขณะที่เพื่อนๆจ่ายค่ารถโค้ชกันคนละ ราวๆ 800 บาทไรงิ จย้า)


----------------------------------------------------




>>ด้วยความกระเป๋า "หนักมากกกกกกกกแกร๊ คือ กระเป๋าลาก2 เป้ที่โคตรหนักอีก1 และเป้ที่ไม่หนักแต่น่ารำคาญอีก1" นี่คิดว่าจะได้ขึ้นรถโค้ชไง ขนขึ้นรถทีเดียวแล้วหลับยาว ตื่นมาอีกที ถึง Ex แล้วไรงิ
แต่!!! แม่เจ้าโว้ยยยยยย 

จากสนามบิน Heathrow >>> นั่งรถไฟจาก Heathrow express ไปสถานี Paddington >>> นั่งรถไฟจาก Paddington ไป Exeter 
ฟังดูเหมือนง่ายๆ ชิลๆ แต่การเปลี่ยนแต่ละสถานี การลากกระเป๋า การยกกระเป๋าขึ้นรถไฟ คือความนรกมากกกกก และกระเป๋าใหญ่ 2 อัน รวมกัน 40 กิโลอะแกร วางข้างตัวไม่ได้ ต้องหาที่เก็บ มีมาดามท่านนึงมาบอกว่า กระเป๋ายูขวางมากเลย ลองเดินไปที่ท้ายโบกี้ มีที่เก็บ เราก็เดินไป ไอ่เชี่ยยยย เต็มหมดทุกรูเลยจ้าแม่ เครียดมากเลยก็เลยเดินทะลุไปอีกโบกี้นึง เจอที่เก็บกระเป๋ายังว่างอยู่หลายที่มากกกก แบบโอ้วมายก้อดดด ชั้นได้วางเป็นคนแรกๆ ของช่องนี้เรยยยย โล่งจัยยยย  วางได้ชิลๆเลย ขอบคุณความโชคดี เย้!!!!!!

----------------------------------------------------

>>นั่งรถไฟผ่านสถานนีต่างๆ เพื่อไปยัง Exeter พอใกล้ๆถึง Exeter ก็รีบไปยืนรอตรงประตู และเตรียมเอากระเป๋ามาวาง โอ้วแม่เจ้าาาาาาาาาา การวางกระเป๋าไว้คนแรกนั้น นึกว่าโชคดีแล้ว แต่....คนที่ขึ้นจากสถานีถัดๆ ไปก็นำกระเป๋ามาวางต่อๆๆ กลายเป็นว่า กระเป๋าอันใหญ่มโหฬารของชั้นถูกดันเข้าไปในสุด ลึกสุดแบบ จินตนาการไม่ถูกเลยว่าจะแงะ ออกมายังไง แล้วคืออีกไม่กี่นาทีจะถึง Exeter แล้ว เหงื่อตกกกก บอกเลยว่า กุจะเคลียร์กระเป๋าต่างๆที่มันทับๆๆ กระเป๋าเราออกยังไงวะ มีแต่กระเป๋าลากหนักๆทั้งนั้น แต่...โชคดีอีกแล้ว มีสาว British ร่างใหญ่จะลง Exeter เธอบอกว่า มา vacation ที่นี่ แล้วกระเป๋าเค้าทับกระเป๋าเราอยู่พอดี๊ เค้าเลย ช่วยเราเคลียร์ออกมาให้ เย้!!!!!!!! เหนื่อยว้อยยยยยย 




----------------------------------------------------




>>เมื่อถึงเมือง Exeter โอ้ววววว ผ่านเส้นทางธรรมชาติสองข้างทางมาเต็มที่ เมืองนี้คือถ้าดูจาก Google map  คือ เปนพื้นที่สีเขียวเว่ออออ ซึ่งจิงแกร เรานี่รีบพาเพื่อนไปยัง apple taxi  เพื่อต่อคิวเรียกแทกซี่ไปที่หอพัก นาทีนี้ ต้องแทกซี่แล้วล่ะ แพงเท่าไหร่ก็จ่าย สบายละ จะได้เข้าหอซักที พอมาถึงหอ นี่ยื่นเอกสารคนแรกเลยจ้า มั่นใจมากกก ปรากฎว่า ทางหอพักแจ้งเราว่า 
"ตามสัญญาเข้าพักของคุณ คือเริ่มต้นวันที่ 24หนิ ทำไมยูโผล่มาวันที่ 22 เราไม่มีห้องว่างให้นะ" 

ชิบ....หาย...... 

แทบทรุด แล้วเพื่อนอีก 2 คนที่มาด้วยกัน คือผ่านฉลุย contract ของทุกคนคือ 
เข้าพักวันที่ 22 แต่ของเราคือวันที่ 24 ^0^
ทุกคนโบกมือลา และลากกระเป๋าแก๊กๆๆ เข้าห้องของแต่ละคน
...
ระหว่างเรา ยืนสงบนี่งไว้อาลัยให้กับตัวเอง
เจ้าหน้าที่หอพักก็ยังบอกอีกนะว่า " Do you know airbnb?, so it might be your choice"
คืออออออ กระเป๋าที่หนักมากกกก จะให้ชั้นเรียกแทกซี่และหอบกะเตงๆๆ พวกสัมภาระหนักๆแบบนี้ไปนอน airbnb อีกหรอ นอนแหมะแค่2 คืน แล้วค่อยมาใหม่หรอ คือ ว้อททททท??
....
ตัดสินใจ call line ไปหาพี่ agency ที่ติดต่อเรื่องที่พักให้
แม้ว่าแอบเกรงใจก็เถอะ ตอนนั้นน่าจะดึกแล้วของเวลาไทย
ดีที่พี่เค้าตอบไลน์เร็ว และเค้าก็บอกเราว่า "I didnt know that you will check-in early"
อ้าวววว นี่ก็ เอาไงดีวะ เราคิดว่าเราแจ้งเค้าแล้วนะ ว่าไฟลท์จะถึง 22 
แต่ก็ สับสน ว่า เอะ หรือเราแจ้งพี่ agency อีกคนไป จำได้ว่าบอกแล้ว
สักพัก ผู้จัดการหอพักก็เดินลงมาบอกว่า

"You are so lucky , your room is available now!!!"
"The former resident just checked out this morning, and then we cleaned this afternoon"
"You are so lucky!!!, It is quite rare for this case"
"You are so lucky"
..
แล้วก็ พูดอยู่นั่นแหละวนไปว่า
"You are so lucky!!"

โอ้ยยยยยย ขอบคุณณณณณค่าาาาาา
เกือบบบบบบไม่รอดจ้า 



------

คืนแรกที่ Exeter จบลงด้วยความฟิน เพราะโชคดีมากกกกกกกก
ที่เจอน้องคนไทย คือติดต่อน้องเกี่ยวกับเรื่องทำพาร์ทไทม์ที่นี่ไว้ ตั้งแต่อยู่ไทย
แล้วบังเอิญว่า อยู่หอเดียวกัน น้องเลยพาเดินเที่ยวรอบเมือง 
ภายใน 3 ชั่วโมง คือรู้จัก Exeter ถนนหลัก ถนนย่อย
มีการแนะนำ ranking ให้ด้วยว่า ซุปเปอร์มาเก็ตไหนที่ของคุณภาพดีสุด กลางๆ ไปยัน พอประทังชีวิต
แน่นอนว่าอันดับ 1 ต้องเป็น Marks & Spencer ที่เหลือ จำยังไม่ได้ แหะๆ

"ร้าน Chevalier อร่อยมากพี่ ราคาไม่แรง"

"พี่เห็นร้านตรงนั้นมั้ย มีเบียร์14 แทป แล้วเราเลือกสั่งแก้วเล็กๆมาชิมได้"

"ไส้กรอกร้าน food อร่อยมาก ต้องเดินเข้าไปลึกๆ จะเห็นพี่"

"ถ้าจะซื้อพวกของมาทำอาหารไทยๆ มีร้านเอเชียนะพี่ ชื่อย้ง กับ 168" 

"ร้านย้ง ซื้อเท่าไหร่ จ่ายสด จ่ายบัตร ลดให้ นศ หมดเลย" 

"ร้าน168 พี่ต้องจ่ายเงินสดนะ ต้องซื้อ 10 ปอนด์ขึ้นไป เขาถึงจะลด "

"สังเกตโคมไฟเหลืองตามริมถนน คือ พี่ข้ามถนนตรงนั้นได้เลย รถจะหยุดให้เรา"

"Exeter เป็นเมืองที่เคยรวยที่สุดในอังกฤษนะพี่ ตอนสงครามโลก(Germany)เ
ค้าเลยเลือกทิ้งระเบิดที่นี่"

บลาบลาบลา.....







เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่ warmly welcome มากๆค่าาาาาา 
จำได้ว่ามีน้องนล น้องมิกซ์ และก็พี่เตย ที่พาเดินดูเมือง
ประทับใจมากเลย :D 

กลับห้องวันนั้นคือ ไม่จัดของไรเลย รีบอาบน้ำนอน สลบค่าาาาาา

(ขอบคุณที่อ่านจบน๊า จุ๊ปๆ)






           

Saturday, July 21, 2018

Ha Tien Cafe Review



Ha Tien Cafe' Bangkok






If you are a regular follower of the cafe hopping 
this place will be your new destination!! 

Ha tien is located within the building 
on Pra-Tu-Nok-Yoong Alley which is opposite to Wat Pho temple. 
(Available 9am - 8pm Tuesday - Sunday)


easy to find!!! 
google map is your true friend now!!!



#1st floor 

Opening the door, I found an adorable decorations,
Not it's lovely and has a great vibe but staffs also kind to me.



#2nd floor






With a vintage - antique style
I do like dark brown furnitures they reminds me of my home.






Yeah!! Finally !!
you were chosen !

-coffee-
Why coffee was this colour ??
The coffee worked very well with the butterfly pea. 
Though I'm not a big fan of coffee but this actually 
didn't have the usual obvious coffee taste  because it was a bit sweet 
and I really love it. 



-Coconut cake-
Such a great selection of cake today as 
I try to pair the tone of drink and cake together.
At first it was hard to choose a favourite by taste because 
I can't try it before decision.
Fortunately, the coconut cake was so delicious!! 



Me asked the staff for taking this photo.
I am not alone , being with the old wall, a pink rose, the special treats and
a little fork. 





 I went on a Saturday morning and there were a lot of customers but 
they will give you more ample space to catch up with your friends.
No worries man!







 #3rd floor












 A terrace on the top of this building which is nice to chill out.



 Ha Tien is decorated with lots of very stunning stuffs on the inside 
and outside, so you can't resist a picture or two 
I'm pretty sure!!
/me more than 40 ^0^ 




Hello English !

HELLO ENGLISH !!! ... ก่อนจะเปิดเทอม... อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้บีมาเรียนต่อ ที่ประเทศอังกฤษ มันมีหลายเรื่อง...