Tuesday, September 13, 2016

ปีนัง [2] - Hello Penang






 " H e l l o
P e n a n g "


       .........................................................................................


เย้!! ในที่สุดพวกเราก็มาถึงปีนังแล้วค่ะ
พวกเรามาถึงปีนังเวลาประมาณ 4 โมงเย็น 
เวลาที่ปีนังเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมงค่ะ 
สิ่งแรกที่ทำคือ หาที่พักที่จองไว้ให้เจอ อิอิ


Just duvet Guesthouse.
(จัส ดูเว่ เกสท์เฮาส์)
แปลเป็นไทยว่าไรดีนะ
??

พี่คนขับไม่รู้จักที่พักของพวกเราเลย
แต่เค้ารู้จักที่พักของทุกคนบนรถ แสดงว่าที่พักของพวกเรานี่ค่อนข้างหลบซ่อน

พี่คนขับรถตู้พาพวกเราวนหาที่พักอยู่นานสองนาน
พวกเราไม่มี simcard เพื่อเชื่อมต่อสัญญานอินเตอร์เน็ต
อาศัยแค่ google map จากพี่คนขับรถตู้ และทักษะการชะโงกดูป้ายข้างทาง
ในที่สุดเราก็พบว่าเราไม่เจอที่พักที่เราจองไว้ค่ะ
แต่เราก็ได้ให้คนขับรถตู้จอดบริเวณใกล้ๆที่พักนั่นแหละ คิดว่าจะเดินหากันเอง 
เราเดินถามคนแถวนั้น ได้ความว่า ตัวที่พักอยู่ข้างหลังของตึกที่ยืนอยู่
และมีประตูสีทองๆ 
"  behind this building , Golden gate"  ฉันได้ยินคำนี้แหละลางๆ 


ในที่สุดเราก็เจอ แม่งเอ้ยยยยย โคตรจะซอกกกกก
คือเหมือนอยู่ในตรอกเล็กๆ รถไม่มีทางขับเข้าไปได้เลยค่ะ
ทางเข้าซอยเป็นหัวมุมซึ่งเป็นร้านเบียร์แบบกินกากๆ ริมทางเดิน คนแน่นๆ
เบียร์เป็นลังๆ เหมือนร้านขายส่ง แต่มีโต๊ะให้นั่งดื่มกัน คนเยอะมากตอนดึก ซึ่งโคตรน่ากลัว 

เราเจอกับประตูของที่พักสีทองจริงๆค่ะ แล้วก็กดกริ่งเรียกคนมาเปิดให้
ที่พักเป็นลักษณะเหมือนทาวน์เฮาส์1 คูหา 2 ชั้น 
มีผู้หญิงหน้าหมวยๆ ขาวๆ อายุน่าจะราวๆพี่เราหน่อยๆ ยิ้มแย้มน่ารักมากเลย
สำเนียงการพูดภาษาอังกฤษของจีนมาเลย์สร้างความตกตะลึงให้กับพวกเรา
มีเสียงสูงเสียงต่ำขึ้นๆลงๆ แบบแปลกๆ ถ้าบีได้เล่าให้ใครฟัง
บีมักจะหยิบยกเรื่องนี้มาเล่าเป็นเรื่องแรกเลยค่ะ เพราะแม่งค่อนข้างพีคจริงๆ 
ฮาจริงๆ แต่ก็ต้องแอบขำเงียบๆ 
ชั้นล่างก็จะมี


เมื่อเปิดประตูเข้ามา ขวามือจะมีที่วางรองเท้าข้างล่าง วางรวมๆกัน



ที่ชั้นวางของจะมีของใช้ให้ยืม เช่นไดร์เป่าผม สบู่ ยาสีฟัน หวี
ของเบ็ดเตล็ดทั้งหลายที่แขกคนก่อนๆลืมไว้ แล้วเค้าคงเอามาวางให้พวกเราใช้ต่อมั้ง อิอิ


เป็นโต๊ะคอม เป็น office 


นอกจากนี้ชั้นล่างก็จะมีห้องน้ำ ซึ่งเป็นห้องน้ำรวม มีห้องเดียว ขอบอกว่าสยองมากกกก ขอไม่เล่า
และห้องครัว ซึ่งจะมีขนมปังให้ทาน รวมถึงน้ำดื่ม 
เสียดายจังที่บีไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้ 
เหมือนถ่ายแล้วนะ แต่หาไม่เจอน่ะสิ 

ที่พักจะอยู่ด้านบน มีทั้งหมด 6 ห้อง เดินขึ้นบันไดไม้ 
และพื้นด้านบนก็เป็นพื้นไม้ บีเกร็งปลายเท้าขั้นสุดเพื่อที่จะเดินให้เบาที่สุด
บีคิดว่าพวกเราคนไทยค่อนข้างรักษามารยาทเหมือนกันนะ
เพราะแอบดูฝรั่งเดินแล้วค่อนข้างเสียงดัง
 ลงส้นเท้าแบบ 

ปั้ง!!!  ปั้ง !!!  ปั้ง!!! 

โถ่ววววว โมโหใครมาจ้ะหม่าด๊ามมม >//<



ห้องนอนที่เราได้ เป็นห้องนอนที่เป็น 1 เตียง 2 ชั้น
และ 1 ฟูก ห้องค่อนข้างแคบ แต่ก็พออยู่ได้ค่ะ
เด็กๆไม่บ่นกันเลย ทุกคนต่างเพลิดเพลินกับบรรยากาศภายในเกสเฮาส์
ตกแต่งได้น่ารัก ราคาก็ถูกสุดๆในย่านนี้อยู่แล้ว 
เพราะย่านที่พวกเราอยู่ เรียกว่า GeorgeTown เป็นย่านใจกลางแหล่งมรดกโลก
หรือเรียกว่าใกล้ๆละแวก street art หรือจะบอกได้ว่า พักตรงนี้จะเดินไปไหนก็ใกล้หมด

บรรยากาศภายในห้องก็ไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้อีก


นี่เป็นภาพซากโปสการ์ดของบีที่เตรียมจะเขียนส่งให้เพื่อนๆ 
แล้วพอแคนดี้เห็นบีเขียน นางก็ขอเขียนบ้าง 
จะให้ดูว่าเตียงนอนเป็นแบบนี้แหละ 


คืนวันหนึ่ง พวกเราเดินหาร้านดื่ม บีกะว่าจะชวนน้องๆดื่มไป คุยไปสักหน่อย
จิบเบียร์ จิบไวน์ ไรสักที่ หรือจะเป็นนมสดก็ได้หมด 


แต่พอเดินๆหาก็พบว่า หลายๆร้านดูเหมือนจะมีกลิ่นบุหรี่เยอะไปหน่อย
อีกอย่างก็แอบกลัวว่าถ้ากลับดึกๆ จะอันตราย
เลยตัดสินใจกลับห้องแล้วมานั่งเปิดแอร์นอนคุยกันดีกว่า
จะหลับตอนไหนก็หลับได้เลย ไม่ต้องกังวล

ซึ่งพบว่ามีความสุขกันมากๆ ทุกคนต่างเล่าเรื่องราวของตัวเองแลกเปลี่ยนกัน
พวกเราเป็นสายรหัส 235 บีเป็นพี่คนโตสุด แล้วก็ถัดมาเป็นน้องปราง และก็น้องแคนดี้
เราไม่ได้สนิทกันนัก ไม่ได้คุยกันทุกวัน เพียงแต่ว่าเมื่อเราเจอกันเราก็คุยกันได้อย่างไหลลื่น
ในขณะที่น้องๆคุยกัน บีก็นอนเขียนโปสการ์ดถึงเพื่อนๆ และก็แอบฟังไปด้วย


แปลกเหมือนกันที่เราสามารถคุยกันได้หลายๆเรื่อง
เรื่องสมัยตอนเป็นนักศึกษา 
ตอนเปิดสายรหัส การเทคสายรหัส ความสงสัยว่าใครเป็นพี่รหัส
การเรียน การสอบ ชีวิตที่พวกเราผ่านกันมาได้จากวอร์ดต่างๆ 

ตอนปี4 น้องๆเคยมา selective ที่ห้องผ่าตัด
บอกว่าอยากทำงานที่ห้องผ่าตัดเหมือนเจ๊บีเลยเลือกว่างั้น :D
ซึ่งก็ทำให้บทสนทนามันเชื่อมโยงกันไปได้อีก


แต่สุดท้าย 
น้องปรางก็ได้ทำงานที่คลินิกภาวะมีบุตรยาก
พวกทำ gift ทำเด็กหลอดแก้ว เก็บไข่ ต่างๆ 
ซึ่งเวลาที่น้องปรางเล่ามันดูน่าสนใจมาก 
ตัวงานที่ทำมีความสำคัญต่อคนกลุ่มๆหนึ่ง
ซึ่งบีว่านี่มันก็คือคุณค่าของชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งเลยล่ะ



ส่วนแคนดี้ทำธุรกิจร้านทองกับที่บ้าน
แคนดี้นับถือศาสนาคริสต์
แต่ก็มีความท้าทายตรงที่ต้องศึกษารูปลักษณ์ของพระต่างๆ
เวลาที่ลูกค้าเอาพระมาขาย บางทีจะต้องทำกรอบพระให้ลูกค้า
ซึ่งต้องระมัดระวังจุดไหนเป็นพิเศษ ต้องส่องพระเป็น รุ่นไหนแบบไหน
และคงจะเป็นความท้าทายอีกมากมายเพราะ
เรียนจบพยาบาลเสร็จก็เข้าทำงานที่ร้านทองเลย
สิ่งที่เจอคือสิ่งที่ต้องเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด


บางทีมันก็ทำให้บีกลับมาคิดว่า
วิชาชีพที่เราเรียนไป มันก็เหมาะที่จะเป็นทางผ่านที่ดีที่สุด
เราสามารถนำวิชาความรู้ไปดูแลคนรอบข้างได้
แต่เราไม่จำเป็นต้องทำมันไปตลอด ไม่จำเป็นต้องหยุดที่ตรงนี้
หากพบว่านี่ไม่ใช่ชีวิตที่เราต้องการ
เพียงแค่ให้มีติดตัวไว้ ก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเราเองและคนอื่นๆ ได้


บีไม่ได้เล่าเรื่องราวของตัวเองให้น้องๆฟังเลยค่ะ
บีไม่รู้จะเล่าอะไร ณ ตอนนั้น
จำได้ว่าบอกน้องๆไปประโยคนึงประมาณว่า

"เลือกที่จะเดินทางช่วงวัยนี้เพราะ มันตื่นเต้นดี
เราไปแบบโง่ๆ ไม่รู้อะไร ไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมาก
มันทำให้เราเปิดใจเรียนรู้ได้เยอะกว่า ตอนที่ไปแบบมีเหตุผลเยอะ ๆ
มีความรู้มากๆ และเมื่อความรอบคอบเยอะขึ้นยิ่งดูเหมือนว่า
มันจะบดบังอะไรบางอย่างที่สวยงามระหว่างทางไป"


ค่อนข้างมั่นใจว่าไม่ได้พูดเท่ๆเบอร์นี้
แต่เนื้อความมันทำนองนี้อ่ะ ห้าๆๆๆๆๆๆ
จำได้ว่านอนกันประมาณตี2 คุยกันนานมาก




สภาพห้องพักเหมาะสมกับราคาห้องพักดีค่ะ
แต่ที่คุ้มค่าสุดๆคือ
"เพื่อนร่วมทาง"
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน 
ก็คุ้มค่ายิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น




หมายเหตุ
บีแปลกใจกับชื่อที่พักมาก
และก็ลืมถามเจ้าของที่พักว่ามันมีที่มายังไง
นี่เลยลองคิดเล่นๆ 


" Just Duvet Guesthouse  "
(จัสดูเว่ เกสเฮาส์) - เสื่อผืนหมอนใบ เกสเฮาส์ (แปลได้กากและเหี้ยสุดๆ 555)

ดูเว่ แปลว่าผ้านวม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการนอน
การหยิบยกแค่อุปกรณ์บางอย่างในห้องนอนมาเพียง 1 สิ่ง เป็นตัวแทนชื่อที่พัก
อาจจะบอกเป็นนัยๆว่า อย่าคาดหวังว่าในนี้จะมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอต้องการนะจ้ะ
เราเสิร์ฟคุณแค่สิ่งที่จำเป็นหลักๆเท่านั้นจ้ะ อย่ายึดติดกับที่พำนักนะเธอจ๋า
หัวใจนักเดินทางอย่างเธอ คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการได้พบเจอโลกที่กว้างใหญ่
มีแค่ผ้านวมผืนเดียวเธอก็นอนได้จ้ะ ชีวิตคนเราบางทีก็ไม่ได้ต้องการอะไรเยอะ
แค่กินอิ่มนอนหลับก็เพียงพอแล้ว


แถไปอีกจ้าาาาา :D
เจ้าของที่พักมาอ่านเจอ กุว่ากุโดนด่าแน่ๆๆๆ






No comments:

Post a Comment

Hello English !

HELLO ENGLISH !!! ... ก่อนจะเปิดเทอม... อย่างที่หลายๆคนทราบกันดีอยู่แล้วว่าตอนนี้บีมาเรียนต่อ ที่ประเทศอังกฤษ มันมีหลายเรื่อง...