ในที่สุดฉันก็ได้โต๊ะนั่งเสียที
หลังจากที่ยืนๆมอง ลุ้นๆว่าโต๊ะไหนจะลุกบ้างแล้วน๊าาา...เดินวน เก๊กๆ ทำเมินๆ เนียนๆ อยู่พักนึง
.
.
วันนี้ฉันไม่ต้องไปทำงาน เป็นวันหยุดหนึ่งวันที่ฉันขอมอบให้กับความเป็นตัวเอง
หลังจากที่ไม่ได้ทำอะไรแบบนี้มาแล้วสักพักใหญ่ๆ
ทันที่ที่ฉันรู้ว่าวันนี้ฉันไม่ต้องไปทำงาน
การแพลนตารางชีวิตของฉันก็เริ่มสนุกขึ้น
.
.
.
8 โมงเช้า ฉันดีดตัวออกจากเตียงที่นอนห้องเวร
เพื่อเดินไปยังกระดานจ่ายงานแล้วเช็คดูรายชื่อของฉันให้แน่ใจว่า
ฉันไม่ต้องไปทำงานจริงๆ ขอเรียกสั้นๆว่า "tgหลังเวร"
จากนั้นก็รีบเดินกลับมาที่เตียง
ฉันเก็บของ เก็บที่ชาร์ทแบตไอโฟน หวีผม แล้วเดินไปล้างหน้าแปรงฟัน
ใส่คอนแทคเลนส์ เก็บของทุกอย่างยัดลงในกระเป๋า
พับผ้าห่มแล้วรีบเดินออกจากห้องเวรไป
ร้านสระผม.
เช่นเดียวกับทุกครั้ง วันไหนที่หลังเวร ฉันมักจะแวะไปที่ร้านเสริมสวยแถวหน้าโรงพยาบาล
ฉันมาสระผมที่นี่ เพราะวันที่อยู่เวรจะเป็นคืนที่ฉันไม่ได้สระผม
ด้วยความง่วง ด้วยความขี้เกียจ ด้วยความกลัวผมจะแห้งช้า ด้วยกลัวเสียงไดร์เป่าผมจะรบกวนคนอื่น
มันหลายๆอย่าง ที่ไม่สะดวก ทำให้ฉันต้องอดทนไปจนถึงเช้าเสมอ
วันนี้เจ้าของร้านไปไหนไม่รู้ มีน้องพนักงานร้านเป็นคนสระให้
ฉันก็รู้สึกว่าค่อนข้างมือใหม่นะ บางอย่างยังไม่เข้าที่เข้าทาง แต่ก็แอบรู้สึกดีนะ
ที่เราเป็นเหมือนตัวแปรนึงเพื่อให้เค้าทำการทดลองและฝึกฝน
ถ้าเค้าไม่ฝึกเยอะๆ เค้าก็คงเป็นนักสระผมมือหนึ่งไม่ได้
บางอย่างมันไม่มีทางลัดหรอก อยู่ที่การเรียนรู้และฝึกฝนทั้งนั้น
ทำให้นึกย้อนไปถึงตอนที่ตัวเองเป็นนักศึกษาพยาบาล
คนไข้ทุกคนก็เปรียบเสมือนคุณครูที่ให้พวกเราได้เรียนรู้และฝึกฝน
น้องสระผมมือใหม่วันนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับน้องบี นักศึกษาปี3 เมื่อ5 ปีก่อน
อิเหี้ยยยยย ทำไมกุแก่จัง --" 5 ปีแล้วหรออออออ ล้องห้ายยยย T_T
ร้านเชอรี่ ท่าพระจันทร์.
มันเป็นร้านที่ขายผลไม้ที่สดมากที่สุดในย่านนี้
หนึ่งในนั้นคือ เชอรี่ ตัวทอปสุดของที่ร้าน
เพราะเชอรี่ร้านนี้นำเข้าจากฝรั่งเศส ปลูกในฟาร์มที่ผู้ดูแลเป็น
ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์เชอรี่โดยตรง
ทุ้ยยยยยยยยยย!!!
ร้านเชอรี่คือร้านถ่ายรูปต่างหากล่ะ ฮ่าๆๆๆ
พอดีช่วงที่ไปปีนัง ฉันติดกล้องฟิล์มไปด้วย
เพราะปีนัง ออกจะเป็นโลเคชั่นที่ต้องเอาฟิล์มไปโดนมากๆ
ฉันเลยต้องหอบกล้องไป 2 ตัว ฉันเอาฟิล์มไปทิ้งไว้ให้ทางร้านล้างแบบสแกนให้
แล้วฉันก็นั่งรถเมล์กลับหอ
ทาเล็บ.
เมื่อถึงหอพัก ฉันรีบเคลียร์กระเป๋า จัดเก็บทุกอย่างให้เข้าที่ แล้วก็ไม่ลืมที่จะ
ชาร์ตแบตโนตบุค และ โทรศัพท์ ทิ้งไว้ ก่อนจะไปอาบน้ำ
ฉันสนุกกับการที่จะต้องคิดว่าจะใส่ชุดไหนออกไปดี
กิจกรรมวันนี้ต้องเดินไปร้านนู้นร้านนี้เยอะหน่อย
เพราะฉะนั้นรองเท้าต้องเป็นแบบ แฟลต ไม่ใส่ส้นสูงไปเด็ดขาด
เสื้อผ้าต้องใส่สบายๆ ไม่ร้อนมาก นั่งได้นานๆ ไม่เมื่อยตัว
กว่าจะเลือกชุดได้ก็นานมากๆแล้ว แบตที่ชาร์ตอยู่ก็ไม่เต็มเสียที
"ทาเล็บ" จึงเป็นตัวเลือกฆ่าเวลาของฉัน
ฉันเลือกสีจากสีที่มีอยู่ไม่มาก เลือกมา 1 สี
โดยใช้หลักการที่ว่า ต้องเป็นสีชนิดที่ทาง่ายที่สุด เพราะน้ำยาล้างเล็บเหลือน้อยมาก
จึงได้สีนี้มา สีโทนไข่มุกๆ แล้วทามันอย่างสบายใจ รู้สึกดีจัง :D
ตายห่าาาา พรุ่งนี้จะไปทำงานยังไงเนี้ย ทาซะแรดเชียยยย ^^
farm to table.
เรียกได้ว่า ใครรู้จักบี ก็ต้องรู้จักร้านนี้ด้วย
เพราะเป็นร้านที่ฉันมักจะไปบ่อยๆ และถ้าใครบอกว่าให้พาไปหาร้านนั่ง ร้านกาแฟน่ารักๆ
ฉันก็มักจะพาไปร้านนี้ ฉันชอบมันน่ะ บอกไม่ถูกเหมือนกัน
ร้านนี้ซ่อนตัวอยู่ในย่านปากคลองตลาด
หลังจากที่ฉันแวะรับฟิล์มที่ร้านเชอรี่ท่าพระจันทร์ ฉันก็นั่งรถมาที่ปากคลองตลาด
นั่งแทกซี่มาเลยล่ะ เพราะร้อนมาก ขี้เกียจรอรถเมล์แล้วจุดนี้
วันนี้วันพฤหัส คนไม่ค่อยเยอะ สบายใจเลยล่ะ
ฉันฝากท้องมื้อเที่ยงไว้ที่นั่น ด้วยเมนูข้าวหมูกระเทียมและชานมเย็น
แอบเซ็งนิดหน่อย ที่ร้านให้แก้วพลาสติกแบบ take away มาอ่ะ
ฉันอยากได้แก้วขวดโหลแบบเดิมมากกว่านะ
ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย หิวมากกกกไปหน่อย :P
Li-bra-ry at Candide
ฉันนั่งทานข้าวที่ร้าน farm to table เสร็จ ก็ไม่นั่งร่ำรี้ร่ำไรต่อละ
ฉันรีบลุกออกมา แล้วเดินมาขึ้นเรือที่ท่ายอดพิมาน
ระหว่างทางนั้นเจอร้านดอกไม้เต็มไปหมด
รู้สึกดีจัง ดอกไม้น่ารัก ไม่ว่ามันจะอยู่ในกองพะเนินใหญ่ๆ
ถูกวางอย่างไม่ใส่ใจ ถูกมัดด้วยเชือกฟางสีกากๆ ห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์เละๆห่วยๆ
มันก็ยังดูสวยอยู่ดี :D ทำไมนะ ดอกไม้ถึงเป็นสัญลักษณ์ของความชื่นชมยินดีไปได้
แล้วทำไมเวลาคนมองไปที่มันแล้วต้องรู้สึกดี สดชื่น สบายใจ
ฉันก็อยากเป็นดอกไม้เหมือนกันนะ
อยากให้มีคนมองแล้วรู้สึกสบายใจ อิอิ
เพ้อเจ้อเหี้ยๆๆๆๆ 5555555555555555
นั่งเรือจากท่ายอดพิมาน มาลงที่ท่าสี่พระยา
แล้วนั่งเรือข้ามฟากมาที่ตลาดคลองสาน
ฉันมองเห็นโรงแรม millennium hilton ยอด roof top ข้างบน
ฉันเคยไปนั่งดินเน้อกับโจ้มาแล้วนะ อิอิ โจ้พาไปเลี้ยงวันเกิด
โจ้บอกว่า ชาตินี้น้องบีคงไม่มีใครพามา โจ้เลยพามา โอ้ยยยย อิสัส
เรือข้ามฟากเทียบท่าคลองสาน
ฉันก็เดินมุ่งตรงมาที่ the jam factory คนในร้าน li bra ry เต็มเลย
ฉันไม่มีที่นั่ง การได้เดินพลิกๆ เลือกๆหนังสือในร้านก็องดิด คือการใช้เวลารอโต๊ะว่างที่
คุ้มค่าที่สุด คนในร้านพก macbook มาทำงานกันแทบทุกโต๊ะ
รวมถึงฉันด้วยคนนึง อิอิ เราต่างมีแอปเปิลกันคนละลูกสองลูก
และแล้ววันนี้ฉันก็ได้อัพบล็อกในเรื่องราวของวันนี้แล้ว เย้ๆๆ
และฉันก็ต้องไปแล้วล่ะ
เพราะมีนัดตัดต่อคลิปวิดีโอกับเพื่อนที่ทำงานคืนนี้
ดีจัง มีวันที่เป็นวันของเราด้วย :D



No comments:
Post a Comment