"Enjoy
eating"
............................
หลังกลับจากเดินทางแต่ละครั้ง
บีก็บอกตัวเองเสมอว่า อยากกลับไปเขียนรีวิวจัง
เผื่อใครมาอ่านจะได้ประโยชน์ด้วย
แต่บีไม่เคยทำได้เลยล่ะ
ชอบเขียนความรู้สึกต่างๆ มากกว่าที่จะเขียนว่า
เดินไปตรงนี้กี่เมตร เจอร้านอะไร ทานมื้อนี้เท่าไหร่
ขึ้นรถไฟสายไหน ต่อสายไหน ควรปฏิบัติตัวนู่นนี่นั่นยังไง
บีไม่ค่อยเก็บรายละเอียดเท่าไหร่ค่ะ อะไรพวกนี้
เป็นคนหยาบๆ ^^
แต่วันนี้บีจะลองทำดูค่ะ
ทำเท่าที่ทำได้นะคะ ไม่ได้ไปร้านที่ในรีวิวแนะนำ
เพราะว่าไม่ได้อ่านรีวิวนั่นเอง
แต่ร้านที่ไปก็จะซ้ำๆกับในรีวิวทั่วไปนั่นแหละค่ะ
เพราะเราไม่ได้เดินไปกินในตรอก ในซอกอะไรที่มันซับซ้อน
เราก็เลือกร้านข้างถนนธรรมดาๆ ที่คนทั่วๆไปทานกัน
01
Lok Lok
at Lebuh cintra
น้องแคนดี้บ่นว่าอยากลองกิน lok lok ตั้งแต่นั่งรถตู้มาจากหาดใหญ่ละ
และในที่สุดพวกเราก็มองเห็นร้านนี้พอดีเลย อยู่ตรงหัวมุมพอดีเป้ะ!
บีไม่รู้ว่า lok lok มันแปลว่าอะไร
คิดเล่นๆว่าน่าจะแปลว่า ลวก ลวก - อยากกินไม้ไหนก็หยิบมาลวกๆ เรยย
กิมมิคของทางร้านคือ อยากทานไม้ไหนก็หยิบเลย
แล้วคิดราคาตามสีของไม้ ตรงปลายๆไม้จะมีสีป้ายๆไว้ เพื่อแบ่งประเภทราคา
เมื่อเลือกเสร็จก็นำมาลวกที่หม้อน้ำเดือดที่ทางร้านจัดเตรียมให้
ที่เห็นในภาพจะมี 2 หม้อ ซ้ายขวา
ลวกเสร็จก็ใส่จาน ไปนั่งทานบนโต๊ะได้
ทีเด็ดของร้านนี้คือน้ำจิ้มที่มีมากมายหลายประเภท
บีรู้สึกชอบแทบทุกรสชาติเลยล่ะ สนุกกับ lok lok มาก
ในย่าน street food ตรงนี้เหมือนจะมีร้านนี้ร้านเดียว คนเยอะเหมือนกันนะ
พวกเราแอบไปลอง lok lok ร้านอื่นๆดูพบว่า แพงกว่าแถมยังมีน้ำจิ้มแค่ไม่กี่อย่าง
ร้านนี้เลยไต่อันดับมาเป็นหนึ่งในใจของพวกเราทันที
02
SOYA
at labuh kimberley
เรานั่งทาน lok lok กันอยู่บนโต๊ะ
ซึ่งบริเวณแถวนั้นจะมีโต๊ะให้นั่งทานหลายๆโต๊ะรวมกัน
บีคาดว่าน่าจะจัดวางไว้ให้กับลูกค้าหลายๆร้าน ทำนองว่า
ซื้อร้านไหนก็ได้ แล้วมานั่งตรงนี้นะ นั่งได้หมดทุกโต๊ะ
สักพักมีอาแปะท่านนึงเดินมาแล้วพูดกับพวกเราว่า
soya soya โซย่า โซย่า บีกับน้องๆก็งง อะไรวะ โซย่า โซย่า
หรือพวกเรานั่งผิดโต๊ะหรือเปล่านะ
สักพักบีก็ลุกจากโต๊ะ แล้วเดินๆตามที่อาแปะชี้ชวน
อาแปะก็บอกบีอีกว่า "water water" แล้วชี้ไปที่แถวๆถังน้ำ
บีมองไปเห็นถังน้ำหลายๆถังที่เค้าเอาไปวางรองเพื่อล้างจาน
บีก็คิดว่า เอ๊ะ ให้มายืนกินที่ใกล้ๆถังน้ำหรอวะ
ก็เดินไปหยุดตรงถังน้ำ แล้วอาแปะก็ชี้ไปที่
รถเข็นขายน้ำเต้าหู้ของแก
แล้วตะโกนอีกว่า "soya soya"
บีก็เลย
อ๋อออออออออออออ
"you mean soy milk, right???"
อาแปะตอบ
"yes yes soy milk!!!!"
เช้ดโด้วววววววว สำเร็จแล้ว
ภารกิจการสื่อสารภาษามือและการคาดเดาที่แสนสนุก
จากนั้นพวกเราก็สั่งน้ำเต้าหู้มาดื่มกัน
อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกกกก
น้องๆก็ชอบกันทุกคนเลย บีถึงกับเดินมาซื้ออีกในอีกวันนึง
แก้วนี้ราคา ราวๆ 17 บาท มั้งถ้าจำไม่ผิด
ก็แพงอยู่เนอะ
03
Cahr -Koay-Teow
at labuh cintra , labuh kimberley
ร้านนี้จะอยู่ด้านตรงข้ามกับร้าน lok lok พอทานเสร็จ ก็เดินข้ามถนนมาร้านนี้เลย
พวกเราอ่านชื่อเมนูว่า ชาก๋วยเตี๋ยว อ่านมั่ว 5555
โยงความเป็นไทยเข้าใส่ทุกอย่าง จริงๆ ก๋วยเตี๋ยวนี่ก็ไม่ใช่ภาษาไทยหรอก
ยืมภาษาเขามาทั้งนั้นแหละ
ชาก๋วยเตี๋ยวเนี่ย คล้ายๆผัดซีอิ้วบ้านเราเลยค่ะ
เพียงแต่ว่าไม่มีผักเยอะเท่าที่บ้านเรา
รสชาติกลอมกล่อม เส้นนี่นิ่มมากกกก อร่อยมากกกกกกกก
ภายในร้านคนจะเยอะแยะมากเลย
คล้ายๆเยาวราชค่ะ
สักพักก็มีคุณลุงเดินมาถามว่า เอาน้ำอะไร
พวกเราก็บอกว่าไม่เอา ไม่สั่ง
เค้าก็เน้นย้ำว่า "You have to order"!!!!!!!!!
พวกมึงต้องสั่งน้ำด้วยยยยยย เข้าใจม๊ายยยยย กุบังคับ!!
อะไรทำนองนั้น
และแล้วก็ได้ข้อสรุปอีกข้อของการมาปีนังว่า
"ร้านอาหารเค้าบังคับให้สั่งน้ำด้วยนะจ้ะ"
04
The Safe room
at Labuh campbell
ร้านนี่น่าเข้าก็เลยเดินเข้า คนเยอะดี แล้วที่สำคัญ
เป็นคนท้องถิ่นซะมากกว่า แสดงว่ามันต้องอร่อยแน่ๆเลย
เข้าไปก็พบว่าเป็นร้านที่ขายทั้งอาหารและเครื่องดื่ม
อาหารก็จะเป็นพวก สเต๊ก สปาเกตตี้ พาสต้า อิตาเลี่ยนฟู้ดฟิวชั่น
สปาเกตตี้มีหลายแบบเลยนะ แต่เลือกแบบที่ไทยที่สุดคือ
Tom Yam Spaghetti และก็ Coconut Nitro ice cream
ลองทานดูก็อร่อยดีนะคะ อร่อยแบบไม่ได้อวยเล่นๆขๆ
อร่อยจริงๆ รสชาติจะเหมือนข้าวยำของทางใต้บ้านเรา
มีส่วนผสมของดอกดาหลาด้วยจ้ะ มันมีกลิ่นเฉพาะ
จุดนี้ต้องขอบคุณน้องปรางนะคะที่บอก ^_^
ส่วนเจ้า coconut nitro นี่คือทีเด็ดของร้านนี้ค่ะ
จุดขายร้านนี้จะเล่นพวกไนโตรเจนเหลว เห็นพนักงานยกแต่ละเมนูไปเสริฟคือ
ควันพุ่งกระจายเลยค่ะ แต่ละจาน เด็ดจริงๆ
ให้บรรยากาศเหมือนนั่งอยู่ที่ร้านไอติมหม้อไฟยศเสเลยยยทีเดียว
แต่ที่บีประทับใจสุดๆของที่ร้านคือ
ที่ชั้นบนเค้ามีโซนสำหรับให้ลูกค้านั่งเล่นด้วย มีเกมกระดานเยอะมาก
a-math, crossword, uno, monopoly,bingo และอีกเยอะที่บีเองก็ไม่รู้จัก
กะว่าถ้ามีเวลาว่างๆ จะมานั่งเล่นเกมกระดานกับน้องๆที่นี่
05
Lam Mee
at market - labuh Campbell
มันคืออะไรน๊าาาาา
เจ้าเมนูชือประหลาดๆนี้
เดาซิ!!
อิอิ
บะหมี่อีกแล้วววว
แต่จะบอกว่านี่เด็ดมากจริงๆค่ะ พวกเราฝากท้องมื้อเช้าไว้ที่นี่
2 วันติดๆเลยค่ะ คนที่นี่เรียก lam mee (ลัมหมี่)
แปลเป็นไทยว่า หมี่นี้ลำแต่แต๊กะเจ้าา!! หรือหมีนี้อร่อยมากมากกจ้าาาา
ทุ้ย!!!! ภาษาเหนือก็โผล่มารวมด้วยจ้าาาา มีความผนวกให้เข้ากันไปหมด
เอ่อ..ช่างมันเถอะ
จะบอกว่ากุ้งสดมากๆ เส้นก็ดีงาม น้ำซุปนี่ก็อร่อยแบบไม่อยากจะบอกใครเลยจริงๆ
กระเทียมเจียวก็เด็ด ลงตัวไปหมดทุกอย่างเลย
ตอนที่ทานกันวันแรก พวกเราไม่รู้ค่ะว่ามันต้องไปซื้อผักมาให้ที่ร้านลวกให้
พอวันที่สอง เจอคุณลุงท่านนึงใจดีมาก บอกให้เราไปซื้อผักกับคุณยายสิ
แล้วก็เอามาให้ที่ร้านลวกให้ฟรีนะ
โอววว แล้วผักนั้นก็อร่อยจริงๆ กวางตุ้งอ่ะมั้งคิดว่า
อร่อยมากกกก แนะนำเลยค่ะร้านนี้ ต้องไปโดนนนนนน
เราได้ลองคุยกับคุณลุงคุณป้าที่นั่งโต๊ะเดียวกับเรา
และขอถ่ายรูปกับพวกเค้าด้วย ประทับใจไง ขอถ่ายรูปด้วยเลย
เค้าบอกว่าเคยมาที่กรุงเทพ แล้วก็มีพี่สาวและพี่ชายอยู่กรุงเทพ
ดูเค้าก็ยินดีและตื่นเต้นมากๆเหมือนกันที่เจอพวกเรา
เค้าทานเสร็จก่อนแล้วเดินออกจากร้านไปสักพัก
เค้าก็เดินกลับมาใหม่พร้อมกับเบอร์โทรศัพท์ยื่นให้เรา
แล้วบอกว่า ช่วย add whatsapp ไปหาเค้าหน่อย แล้วส่งรูปที่ถ่ายกันวันนี้ให้ด้วยนะ
อ่ะจ่ะ ไม่มีปัญหาเลยค่ะ ยินดีมากๆ
ดูหน้าแคนดี้กับน้องปรางนี่คือ ฟินกันจริงๆ ถ้าได้อยู่ต่อ ก็คาดว่าจะมาทานอีกซ้ำๆจนเบื่อ
06
Gudang cafe'
at labuh armenian
คาเฟ่ที่ดูภายนอกไม่เหมือนเลย
คาเฟ่นี้เป็นเหมือนโอเอซีสกลางทะเลทรายเลยค่ะ
บีเดินจากถนน Armenian ในช่วงเที่ยงๆบ่ายๆ ช่วงที่ร้อนสุดๆ
พอเดินมาเจอกับเจ้าตัวตึกเล็กๆตึกนี้ ตั้งอยู่โดดๆ
แล้วเหมือนคนในร้านจะทำท่าเชิญชวนให้พวกเราเดินเข้าไปข้างใน
อ่ะ รอแปปลุง ถ่ายรูปก่อน
ร้านนี้ค่อนข้างชิคๆ เก๋ๆ เก่าๆ เท่มากมาก
จัดว่าดีงามทีเดียวค่ะ ในแง่ตัวร้านและการตกแต่ง
ห้องน้ำสะอาด แอร์เย็น เพลงเพราะ
แต่เก้าอี้สูงไปหน่อย ขาไม่ถึงจ่ะ =="
ส่วนรสชาติอาหารของร้านนี้ไม่ทราบเลยค่ะ
ไม่ได้สั่ง เรามาแค่พักร้อนจริงๆ
สั่งพวกชาร้อนมาดื่ม ก็...ไม่เท่าไหร่นะ เฉยๆอ่ะ
07
ร้านบะหมี่อีกหนึ่งร้านจำชื่อไม่ได้
at labuh Campbell
สุดยอดของบะหมี่
บียกให้ร้านนี้ค่ะ
มีบะหมี่หลายชนิดเลยล่ะ
พวกเราสั่ง
- hokkien char
- บะหมี่ดั้งเดิมไรสักอย่าง
- บะหมี่ที่มีมันกุ้งด้วยโรยๆ
อร่อยมว๊ากกกกก
โดยเฉพาะ hokkien char
ร้านนี้แนะนำเลยค่ะ คนแน่นร้านตลอดเวลา
คล้ายๆร้านข้าวต้มบ้านเรา ลูกค้าจะมาเป็นครอบครัว กินกันวุ่นวาย
เสียงโช้งเช้งเหมือนมีทัวร์จีนมาลงเป็น สิบๆคณะ
คุณลุงพนักงานเสิร์ฟถามว่า
Are you Japanese ???
พวกเราตอบพร้อมกัน
"Yes "
พร้อมเพรียงกันตอแหลมากๆ
ลุงเลยตอบกลับมาว่า
"Ohayo gozaimasu"
ลุงนี่มันดึกแล้วนะคะ ควรจะเป็น คอมบังหวะ หรือเปล่าคะ
ห้าๆๆๆ
นี่อยากจะตอบกลับไปว่า
"Oyasumi nasai" เลยล่ะ
แต่ก็ไม่กล้า กลัวไม่เนียน ฮ่าๆๆๆ
08
Yong Tao Fuu
at Labuh Chulia
ลูกชิ้นและเต้าหู้ลวก
เป็นร้านรถเข็นข้างถนนเลยค่ะ
แม่เค้าถาม
"dry or soup??"
นี่ยืนอึ้งพักหนึ่ง
เพราะไม่เข้าใจคำว่า dry ฟังไม่ถนัด นึกว่าเป็นน้ำอีกประเภทหนึ่ง
รสชาติจะเค็มๆ นัวๆรสดีหน่อย
มีกระเจี๊ยบสดด้วย เห็นมั๊ยๆเขียวๆ อันนี้ก็ทีเด็ดค่ะ
อร่อยมากกกกกกกก ซดน้ำร้อนๆนี่ฟินไปอีกกกกก
เยี่ยมไปเลย
09
Passion Hearts
at labuh Montri
เย้!!!
ร้านสุดท้าย
ร้านที่ตั้งใจเก็บไว้ร้านสุดท้าย
ร้านนี้บีประทับใจมากๆเลยล่ะ
เราสะดุดตากับร้านนี้เพราะ โทนสีของหน้าร้าน
เป็นโทนสีพาสเทลน่ารักสดใส
เราไปยืนถ่ายรูปที่หน้าร้านกันอยู่นานมากๆ
จนเกิดความรู้สึกเกรงใจ ก็เลยตัดสินใจเดินเข้าไปอุดหนุนหน่อยพอเป็นพิธี
ด้วยความที่ตัวร้านตกแต่งมาสไตล์จีนกึ่งวัยรุ่นพาสเทล
คนในร้านก็เหมือนจะมีทั้งสูงอายุและวัยรุ่นรุ่นเดียวกับเรา
สับสนกับกลุ่ม target ของร้านเหมือนกัน
ข้างในผนังร้านเป็นกระเบื้องสีพาสเทลสดใส
แต่ประตูยังคงความเป็นจีนอยู่
ร้านนี้ทำงานกันเป็นระบบครอบครัว
มีทั้งอากง อาม่า อาอี๊ อาซิ่ม แหละหลานๆ วัยรุ่นๆ ช่วยๆกันทำงาน
ในร้านมีทั้งอาหารและเค้ก
แต่ละคนแบ่งหน้าที่กันชัดเจนว่า คนนี้ทำเค้ก คนนี้ทำอาหาร
เพราะบีเดินเข้าไปในครัวของเค้า
เห็นโซนทำอาหาร และอีกฝั่งก็เป็นโซนทำเค้กแบ่งกันอย่างชัดเจน
ดูน่ารักอ่ะ จะบอกยังไงดีล่ะ
ร้านนี้คิดว่าน่าจะขึ้นชื่อเรื่องเค้กนะ เพราะมีเค้กหลายชนิดมากๆ
พวกเราสั่ง
ผัดหมี่และก็เค้กมา 1 ชิ้น
รสชาติดีมากๆ
หมี่ผัดเนี่ย ถามเค้าอยู่นานเหมือนกันว่าเป็นยังไง
เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ น่าจะอายุเท่าๆกับบีนี่แหละ ยิ้มเก่งมากเลยล่ะ
เค้าพยายามจะอธิบายให้ฟัง หารูปประกอบมาให้ดูเกี่ยวกับเมนูหมี่ผัด
คุยกันไปคุยกันมา เค้าก็บอกกับเราว่า เค้ากำลังเรียนภาษาไทยอยู่
ชอบประเทศไทยมากๆ
ดีจังเลย
สรุปแล้วคือ
ประทับใจรสชาติอาหารที่อร่อย และน่าทานหลายเมนูเลย
ประทับใจการทำงานที่เป็นระบบครอบครัว ดูน่ารักมากๆ
นี่ล่ะมั้งคงเป็นคำตอบของความสับสนสไตล์ของร้านในตอนแรกๆที่บีงงๆ
ว่าจะวัยรุ่นหรือจะคนแก่กันแน่
ในที่สุดก็เข้าใจ
ว่าเจ้าของร้านมีหลายช่วงอายุ จึงจำเป็นต้องผสมผสานหลายๆสไตล์
ซึ่งมันก็ลงตัวดีเสียด้วยล่ะ ดีจัง :D
ถ้ามีเพลงเก่าๆที่ถูก cover คลอเบาๆไปด้วยก็ยิ่งจะฟินไปอีกนะคะ
วานให้เจ้าของร้านวัยรุ่นถ่ายรูปให้
โดยพูดเป็นภาษาไทยด้วยล่ะ
เค้าฟังออก และถ่ายรูปให้พวกเรา เทคเดียวผ่านเลย
เย้!! จบแล้วจ่ะ
อาหารที่เรามักจะบอกว่าอร่อยๆ
บางทีก็สงสัยเหมือนกันว่า
อร่อย ของเรามันเป็นยังไงนะ
เวลาไปต่างบ้านต่างเมือง เรามักจะกังวลว่าจะทานอาหารบ้านเค้าได้หรือเปล่า
แต่พอได้ทานเข้าไป รสชาติมันกลับใกล้เคียงกับบ้านเรา
ทำให้เรากรี้ดดดดด และดีอกดีใจ เหมือนกับมันเกินความคาดหมาย
แล้วเราก็จะก็บอกว่า อร่อยจัง อร่อยมากกกกก
ทั้งๆที่จริง รสชาติมันก็คงจะธรรมดาๆแหละ
แต่เราดีใจมากไง ดีใจที่มันถูกปาก
ดีใจที่มันยังอยู่ในระดับของความเคยชินของลิ้นเรา
ว่ามั้ย ??




No comments:
Post a Comment